5 ปัญหาที่นักเขียนบทความ ต้องเจอ

อาชีพรับจ้างเขียนบทความเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะสามารถทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ทั้งแบบงานเสริมและงานประจำ ซึ่งทุกวันนี้ก็มีนักเขียนหน้าใหม่เข้ามามากมาย ทำให้งานเขียนออกมามีคุณภาพบ้าง ไม่มีคุณภาพบ้าง รวมทั้งปัญหาต่างๆที่นักเขียนหน้าเก่าและหน้าใหม่ต้องเจออยู่เสมอ แต่จะมีอะไรกันบ้างนั้น วันนี้ ผู้เขียนขอมาแชร์ปัญหาที่นักเขียนบทความทุกคนต้องเจอมาฝากกัน

1.คนรอบข้างไม่เข้าใจ

อีกหนึ่งปัญหาที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องงาน แต่เสียสุขภาพจิตมากกว่า เพราะปัญหานี้ทำให้นักเขียนหลายท่านต้องเจ็บปวดได้ ผู้เขียนเองก็เคยเจอ เมื่อมีคนถามว่า ทำอะไรและตอบกลับไปว่า เป็นนักเขียน แล้วคนถามคงนึกถึงประโยค นักเขียนไส้แห้งที่ทำงานง่ายๆก็ได้เงิน แต่แท้จริงแล้ว งานเขียนบทความ มันยากกว่านั้นเยอะ ทั้งการหาข้อมูล การคุยงานกับลูกค้าที่มีอยู่หลากหลายแบบ ความยากง่ายของเนื้อหาในบทความ ซึ่งใครที่ไม่ได้อยู่ในวงการ คุณจะไม่รู้เลยว่า กว่าจะได้บทความที่มีคุณภาพออกมา มันยากขนาดไหน

นอกจากนี้ หลายคนมองว่า อาชีพ รับเขียนบทความ เป็นอาชีพที่ไส้แห้ง ได้เงินน้อย แต่เปล่าเลย หากคุณมีฝีมือดี มีวินัยในการทำงาน ทำบทความออกมาอย่างมีคุณภาพ ลูกค้าจะไม่หนีหายไปไหนแน่นอน แถมยังบอกปากต่อปากให้กับผู้จ้างท่านอื่นได้ทราบอีกด้วย แต่สำหรับนักเขียนหน้าใหม่อาจจะต้องขยันหาลูกค้าและได้เรทราคาที่ต่ำสักหน่อย เพราะยังไม่มีประสบการณ์มากนัก แต่เชื่อเถอะว่า หากมีผลงานมากขึ้น ค่าตัวของนักเขียนจะเยอะขึ้นอย่างแน่นอน บางราย เดือนหนึ่งได้ 50,000 – 60,000 บาทเลยก็มี

2.อยู่ทำงานจนดึกดื่น จนเสียสุขภาพ 

เป็นปัญหาหลักของนักเขียนบทความทุกคนเลยก็ว่าได้  โดยเฉพาะเวลาที่ใกล้ถึงเดตไลน์ / เวลาที่รับงานเข้ามาเยอะๆ หรือ เวลารับงานด่วนที่ต้องส่งแบบวันต่อวัน ทำให้ต้องเร่งเคลียบทความส่งให้ตรงเวลา นักเขียนส่วนมากจึงต้องทำงานกันแบบหามรุ่งหามค่ำ เพื่อให้งานเสร็จทันกำหนด ลูกค้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลารองานและไม่เสียเครดิตของนักเขียน เมื่อทำพฤติกรรมแบบนี้ไปเรื่อยๆ ร่างกายก็จะทรุดโทรมลง จนในที่สุดเงินที่ได้มาจากการเขียนบทความ ก็ต้องไปให้คุณหมอแทน

คำแนะนำ ควรจัดตารางงานให้รอบคอบ งานไหนด่วน งานไหนต้องส่งวันต่อวัน งานไหนส่งสิ้นเดือน การทำแบบนี้จะทำให้คุณรู้ว่าต้องทำบทความใดก่อน บทความใดทำทีหลัง แต่ทั้งนี้ ต้องมีวินัยกับตนเองด้วย ถ้าจัดตารางไป แต่ไม่ทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็จะทำให้เสียทั้งงานและเสียเครดิตของเราไปด้วย

3.คิดเนื้อหาไม่ออก

สิ่งที่นักเขียนทุกคนต้องเคยเผชิญ เวลาที่ได้เขียนบทความยาวๆและมีจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น ได้คีย์ “ลดความอ้วน” จำนวน 40 บทความ ช่วงแรกๆการเขียนก็ลื่นไหล เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคนและมีความถนัดมาก แต่เมื่อเขียนไปได้สัก 30 บท ก็เริ่มตันและคิดไม่ออกว่าจะเริ่มเนื้อหาใหม่ๆแบบไหนดี ลองเขียนไปก็วนกลับแต่เนื้อหาเดิม ความหมายซ้ำกันไปมา จนทำให้เสียเวลาในการเขียนไปหลายชั่วโมงหรือบางครั้งก็เป็นวัน

คำแนะนำ หากใครที่เผชิญกับปัญหานี้อยู่ ให้ออกไปเดินเล่น เดินเที่ยว ดูหนังฟังเพลง เพื่อผ่อนคลายสัก 2 – 3 ชั่วโมง แล้วไอเดียดีๆก็จะตามมาเอง แต่ถ้าหากยังคิดไม่ออก ลองพักการเขียนบทความสัก 1 วันแล้วค่อยกลับมาเขียน ให้สมองได้เรียบเรียงข้อมูลและเนื้อหาใหม่ๆอีกครั้ง เชื่อเถอะว่าจะต้องคิดเนื้อหาสาระดีๆออกอย่างแน่นอน เพราะผู้เขียนเคยทำมาแล้ว

4.แก้ไขไม่รู้จบ

เคยมั้ย เวลาที่เขียนบทความแล้วต้องมานั่งลบๆแก้ๆอยู่เรื่อยๆ จนต้องเสียเวลาไปครึ่งวัน หากใครที่กำลังเผชิญปัญหานี้ แนะนำว่า เมื่อเขียนบทความจบแล้ว ให้ทิ้งต้นฉบับไว้สัก 1 วันแล้วค่อยกลับมาอ่านใหม่ หรือ สักอาทิตย์สองอาทิตย์ สำหรับคนที่มีเวลาเขียนบทความนาน การทำแบบนี้จะช่วยให้เราห่างหายจากบทความไปบ้าง เมื่อกลับมาอ่านอีกครั้งจะทำให้มองเห็นข้อบกพร่องของชิ้นงานตนเองได้ดีขึ้น

5.ปัญหาการสะกดคำ 

ผู้เขียนเคยเจอนักเขียนทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่หลายท่าน สะกดคำทับศัพท์ไม่ถูกเป็นจำนวนมาก อาจจะด้วยความไม่รู้หรือรับงานเยอะเกินไป จนไม่มีเวลาตรวจทานความถูกต้อง ทำให้บทความเหล่านั้น แม้จะมีคุณภาพดี แต่เมื่ออ่านแล้วเกิดสะดุดกับคำผิดเหล่านี้ อาจทำให้ผู้อ่านเสียอรรถรสได้ ดังนั้น เมื่อเขียนบทความเสร็จ ควรให้เวลาบทความนั้นๆอีกสักหน่อย นั่งอ่านไปทีละบรรทัด รับรองว่าคุณจะต้องเจอจุดบกพร่องอย่างแน่นอน

คำแนะนำ สำหรับใครที่ไม่แน่ใจในการใช้คำทับศัพท์หรือคำศัพท์บางประเภท ให้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นของ ราชบัณฑิตยสถาน มาไว้ในมือถือ เมื่อไม่มั่นใจในคำไหน คุณก็สามารถเปิดหาคำศัพท์ในหมวดหมู่ต่างๆได้เลย ถูกต้องแบบ 100 %

นี่คือ ปัญหาที่นักเขียนบทความทุกท่านต้องเจอหรือบางรายกำลังประสบอยู่ แต่ไม่ใช่ว่าปัญหาเหล่านี้จะแก้ไขไม่ได้ หากหมั่นเขียนงานอย่างสม่ำเสมอ ตัวนักเขียนเองจะมีทักษะและความรู้เพิ่มขึ้น สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดของตนเองได้ เพราะฉะนั้น ใครที่กำลังอยากเป็นนักเขียน ลองถามตัวเองสิว่า ตัวคุณนั้นพร้อมจะรับกับปัญหาเหล่านี้หรือยัง

6 คุณสมบัติของนักเขียนบทความที่ควรมี

เชื่อว่าหลายคนอยากก้าวหน้าในอาชีพนักเขียนบทความ ไม่ว่าจะเป็นการมีงานเขียนที่ต่อเนื่อง เสนอผลงานไปก็ได้รับพิจารณาอยู่เสมอ ซึ่งการจะไปถึงจุดหมายดังกล่าวนั้น อย่างแรกที่สำคัญคือ การสร้างคุณสมบัติของนักเขียนที่ดีให้มีเสียก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เขียนเชื่อว่า ทุกคนสามารถสร้างและเป็นได้ เรียกง่ายๆก็คือ ทุกคนล้วนมีต้นทุนที่เท่ากัน เหลือแค่ใครจะลงมือทำก่อนเท่านั้น ซึ่งคุณสมบัติที่ว่านี้จะมีอะไรกันบ้าง ตามมาชมกันได้เลย

1.รักในการเขียน 

คนเราล้วนมีความรักและความชอบแตกต่างกัน แต่หากใครมีใจรักในการเขียนบทความ ก็ถือว่าสำเร็จไปแล้วระดับหนึ่ง เพราะเมื่อมีความรักและชอบเป็นพื้นฐาน ก็จะเกิดแรงบันดาลใจที่อยากจะเขียนบทความออกมาทุกๆวัน ไม่มีเบื่อ วันไหนไม่ได้เขียนก็เหมือนขาดอะไรไป เมื่อเกิดการฝึกเขียน ฝึกลองบ่อยๆก็จะเกิดการพัฒนาฝีมือขึ้นมา จนในที่สุด ก็จะได้งานเขียนที่มีเอกลักษณ์และเป็นสำนวนของคุณเอง คราวนี้ล่ะ…ต่อให้เจอนักก้อปปี้แบบไหน ก็ไม่สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่เปรียบเสมือนลายมือของคุณได้

2.ความมีวินัย 

ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกอาชีพ ด้านการเขียนบทความเองก็เช่นกัน ยิ่งเป็นอาชีพอิสระด้วยแล้ว ยิ่งต้องจัดตารางการเขียนบทความให้รัดกุมเสียหน่อย บางคนอาจจะถนัดเขียนบทความในช่วงกลางคืน บางคนอาจจะถนัดในช่วงกลางวัน ก็ลองจัดตารางกันดู ทั้งนี้ สำหรับใครที่ถนัดการทำงานในช่วงกลางคืน ก็ควรแจ้งให้ลูกค้าได้ทราบ ลูกค้าจะได้ไม่ต้องรองานจนดึกดื่น หรือ ระบุเวลาส่งงานให้ชัดเจนไปเลยว่ากี่นาฬิกา ซึ่งความมีวินัยเหล่านี้จะส่งผลให้งานเขียนออกมาได้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

3.พัฒนาฝีมืออย่างสม่ำเสมอ  

การฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ เป็นคุณสมบัติที่สำคัญข้อหนึ่งที่นักเขียนบทความทุกคนควรมี เพราะทุกวันนี้โลกออนไลน์และข้อมูลต่างๆทางโซเชียลมิเดียไปไวมาก งานเขียนควรมีการอัพเดทความรู้และสาระดีๆให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นแหล่งข้อมูลใหม่ๆที่น่าเชื่อถือ การใช้สำนวนให้เหมาะสมกับบริบทของบทความ การเคลื่อนไหวของวงการแฟชั่น (สำหรับนักเขียนที่เขียนบทความแนวแฟชั่น ไลฟสไตล์) หากหมั่นพัฒนาฝีมือและสำนวนการเขียนอยู่เสมอ รับรองว่าลูกค้าไม่หนีหายไปไหนแน่นอน

4.นิสัยรักการอ่านช่วยได้ 

การอ่านเป็นหัวใจสำคัญของการเขียนบทความ เพราะคุณจำเป็นต้องใช้ทักษะเหล่านี้ในการหาข้อมูลเพื่อนำมาประกอบการเขียน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต ข้อมูลในหนังสือ / นิตยาสาร / วารสาร และนำข้อมูลที่ได้ มาปรับใช้กับสำนวนการเขียนของตนเอง อาจจะเพิ่มไอเดีย เทคนิคหรือสาระน่ารู้ที่อยู่นอกเหนือจากข้อมูลที่หาก็ได้ อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ใช่การก้อปปี้มาอย่างเด็ดขาด เพราะนอกจากจะทำให้ตัวคุณเสียชื่อเสียงแล้ว ยังเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ผลงานของผู้อื่นด้วย

ข้อควรรู้ นักเขียนที่อยากประสบความสำเร็จ ควรอ่านหนังสือหรือบทความทางอินเทอร์เน็ตเป็นประจำ เพราะยิ่งอ่านบ่อยๆ อ่านมากๆ ก็มักจะมีข้อมูลและทักษะในการอ่าน การเขียนที่ดีตามไปด้วย วิธีนี้ ผู้เขียนได้ลองใช้กับตนเอง ได้ผลดีมากทีเดียว  

5.มีความมุมานะ อดทน 

หลายคนเห็นว่า งานเขียนบทความเป็นงานที่สบาย นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ หาข้อมูลและเขียนบทความออกมา ก็ได้รับเงินแล้ว จึงอยากลองทำบ้าง ผู้เขียนขอบอกในบทความนี้เลยว่า “ไม่ใช่” เพราะงานเขียนบทความเป็นงานที่ต้องใช้ความอดทน ความชำนาญและใช้เวลาในการเขียนบทความหนึ่งออกมาค่อนข้างนาน ยิ่งเป็นบทความวิชาการ บางครั้งใช้เวลาเป็นวันหรือเป็นอาทิตย์ก็มีและยังไม่นับรวมปัจจัยอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสมองตันจนคิดไม่ออก ลูกค้าโอนเงินมาช้า ทำให้คิวงานรวนหรือได้งานแล้วไม่ชำระเงินเลยก็มี

สิ่งที่กล่าวมาในข้างต้นล้วนเป็นสิ่งที่นักเขียนทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่เคยเจอมาทั้งสิ้น แต่เชื่อเถอะว่า ปัญหาเหล่านี้จะทำให้ตัวคุณแข็งแกร่งและรู้จักการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ดีขึ้น เพราะฉะนั้น ความอดทนและมุมานะจึงเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับงานเขียนบทความ ไม่ใช่งานง่ายๆที่ใครๆก็ทำได้

6.มีใจที่เป็นกลาง 

การเป็นผู้ฟังที่ดี จะทำให้นักเขียนได้รับข้อมูล ข่าวสารใหม่ๆอยู่เสมอ ไม่อยู่แต่ในกรอบความคิดของตนเอง อาจทำได้โดย การร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อมูลข่าวสารต่างๆและเก็บรายละเอียดเหล่านี้ นำมาร้อยเรียงเป็นสำนวนของตนเองลงในบทความก็ได้ และไม่ควรเขียนบทความอย่างมีอคติ เพราะจะทำให้งานเขียนชิ้นนั้นๆไม่น่าอ่านเอาเสียเลย ยิ่งสมัยนี้โซเชียลมิเดีย มีผู้เล่นทุกเพศ ทุกวัย หากนำเสนอข้อมูลที่เป็นเท็จหรือขาดหลักฐานที่ชัดเจน อาจส่งผลเสียต่อผู้อ่านและผู้เขียนก็เป็นได้

ข้อควรรู้ ทุกครั้งที่นำข้อมูลมาใช้ ควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่า มีแหล่งอ้างอิงหรือหลักฐานที่น่าเชื่อถือหรือไม่ หากไม่แน่ใจหรือไม่มีหลักฐานอ้างอิงที่ชัดเจน แนะนำให้หลีกเลี่ยงการนำมาใช้จะดีกว่า       

คุณสมบัติของนักเขียนที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถสร้างได้ด้วยตัวของคุณเอง ซึ่งแต่ละข้อ ล้วนส่งเสริมทั้งประสบการณ์และฝีมือในการเขียนบทความให้พัฒนามากขึ้น จนเกิดเป็นทักษะและความเป็นมืออาชีพที่หาตัวจับได้ยาก คราวนี้ล่ะ…เมื่อเสนอผลงานครั้งใด ก็ย่อมได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างแน่นอน