แชร์วิธีหาไอเดีย เขียนบทความ 2017

เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีปัญหาเวลาที่เขียนบทความแล้วเกิดขาดไอเดียขึ้นมา จนไม่รู้ว่าจะเขียนอย่างไร จบอย่างไร เกริ่นนำยังไง ซึ่งผู้เขียนเองก็เคยประสบกับปัญหานี้มาก่อน โดยเฉพาะบทความเฉพาะทางที่บางครั้งก็ไม่สามารถค้นหาได้ง่ายๆทางอินเตอร์เน็ตหรือในหนังสือ วันนี้ เพื่อลดปัญหาสมองตีบตัน ผู้เขียนจึงขอมาแชร์วิธีหาไอเดียดีๆในการเขียนบทความมาฝากผู้อ่านทุกท่านกัน รับรองว่าใครที่เจอกับปัญหานี้อยู่ บทความนี้จะช่วยคุณได้อย่างแน่นอน

หาไอเดียจากการเขียน Mind Map

เวลาคิดอะไรได้ให้เขียนออกมา แล้วลองนำมาเชื่อมโยงกันดู แม้บางอย่างจะยังไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาโดยตรง แต่ควรนำมาไว้ใน Mind Map ก่อน ไม่แน่ว่าเวลาที่เขียนอาจเกิดการเชื่อมโยงไอเดียดีๆอีกก็ได้ ตัวอย่างเช่น ครั้งแรกที่ผู้เขียนได้รับคีย์เวิร์ด “ลดความอ้วน” ในตอนแรกก็เขียนได้ลื่นไหล แต่เมื่อผ่านไปสัก 20 บทความก็เริ่มหมดมุก จนต้องหันไปพึ่งเจ้า Mind Map โดยใช้คำว่า “ขมิ้น” เมื่อหาข้อมูลก็พบว่าสมุนไพรตัวนี้เป็นอีกตัวช่วยหนึ่งในการลดความอ้วนได้อย่างดี แถมยังไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายอีกด้วย

จนกระทั่งได้บทความใหม่ที่มีชื่อว่า “ขมิ้น สูตรเด็ดลดความอ้วน” นั่นเอง เห็นหรือยังว่าการร่าง Mind Map เพื่อเขียนบทความไม่ใช่เรื่องยาก แถมได้ไอเดียดีๆเพิ่มขึ้นอีกตั้งหาก ใครที่หัวสมองเกิดตีบตันขึ้นมาก็ลองนำไปปรับใช้กันดู เชื่อว่าการใช้ Mind Map จะเป็นประโยชน์กับนักเขียนหลายคน รวมถึงนักเรียน นักศึกษาไม่มากก็น้อย เพราะได้รับการยืนยันจากผลการวิจัยมาแล้วว่าการทำงานด้วยการใช้ Mind Map จะช่วยสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆและกระตุ้นความจำของผู้ใช้งานได้อย่างดี

หาไอเดียเขียนบทความจาก facebook

เป็นหนึ่งในข้อมูลชั้นดีของการเขียนบทความ เพราะใน facebook จะเต็มไปด้วยความคิด คำคม ข้อมูล รวมทั้งเนื้อหาใหม่ๆของข่าวสารมาอัพเดทกันแบบเรียลไทม์ เพียงแค่ขยันอ่านและลองจดคำคม ความคิดมาใช้ (แต่ต้องไม่ลืมให้เครดิตเจ้าของโพสต์ด้วย) หรืออาจจะหาข้อมูลเพิ่มเติมในโซเชียลมิเดียนี้ แล้วนำมาต่อยอดความคิด สร้างสรรค์งานเขียนออกมาก็สามารถทำได้เช่นกัน วันไหนที่หมดมุกในการเขียนบทความ ลองเปิด facebook ดู นอกจากจะมีไอเดียดีๆในการเขียนแล้ว ยังช่วยผ่อนคลายจากการทำงานอีกด้วย

อ่านหนังสือ / นิตยาสาร เพิ่มคลังความรู้ให้สมอง  

การเขียนบทความไม่ใช่งานง่ายๆที่ใครก็สามารถทำได้ เพราะทุกๆถ้อยคำที่ได้ร้อยเรียงออกมา กว่าจะได้แต่ละบทต้องใช้พลังงานและสมองค่อนข้างเยอะ ยิ่งเจอบทความวิจัยหรือบทความวิชาการด้วยแล้ว บอกเลยว่า นักเขียนคนไหนที่ไม่ถนัดการเขียนบทความประเภทนี้จะปฏิเสธทันที เนื่องจากเป็นงานที่ต้องใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญในระดับหนึ่ง จึงสามารถทำบทความเหล่านี้ออกมาได้อย่างมีคุณภาพ แต่ถ้าหากได้โจทย์ที่ท้าทายแบบนี้บ่อยๆ สิ่งหนึ่งที่นักเขียนควรทำคือ การอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มคลังความรู้ให้กับสมอง

ตัวอย่างเช่น หากได้รับคีย์เกี่ยวกับ “การลงทุน” บ่อยๆ แนะนำให้หาหนังสือพิมพ์ด้านเศรษฐกิจหรือหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนของนักลงทุนชื่อดังอย่าง Philip Arthur Fisher, Benjamin Graham, Paul Samuelson, Warren Buffett มาลองอ่านดู ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเป็นอาหารสมองของนักเขียน แถมยังเพิ่มพูนความรู้ไปในตัวอีกด้วย ไม่แน่ว่านอกจากจะได้ไอเดียใหม่ๆในการเขียนบทความด้านเศรษฐกิจและการลงทุนแล้ว อาจจะได้เป็นนักลงทุนอีกด้วยก็ได้ ใครจะไปรู้

หาข้อมูลจาก Google 

แน่นอนว่านักเขียนบทความทุกคนต้องเคยหาไอเดียและข้อมูลจาก Google เพราะเป็นช่องทางที่ง่าย สะดวกและมีคลังความรู้ให้ได้ค้นหาอีกเพียบ เพียงแค่นำคีย์เวิร์ดของบทความพิมพ์ลงใน Google หาข้อมูลจากหลายๆเว็บไซต์ แล้วคิดดูว่ามีอะไรบ้างที่ยังไม่มีคนนำมาเขียน มีเรื่องอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดแล้วคนมองข้าม มีอะไรบ้างที่น่าสนใจแต่ยังไม่อยู่ในคลังข้อมูลของ Google และลองนำมาร้อยเรียงเป็นบทความของตนเอง ใส่ไอเดียและแนวคิดของคุณลงไป เพียงเท่านี้ก็จะได้งานเขียนที่เป็นของตัวคุณเองแล้ว

ปิดเครื่องมือสื่อสาร

นักเขียนบทความหลายคนคงประสบปัญหา เขียนอยู่ดีๆก็ชักคันไม้คันมืออยากเล่นไลน์ อยากเล่น ROV อยากเข้าไปเช็ค facebook ทำให้งานเขียนที่กำลังเป็นรูปเป็นร่างเกิดสะดุด สำหรับใครที่กำลังเผชิญกับปัญหานี้ แนะนำให้ปิดเครื่องมือสื่อสารและลงมือเขียนบทความอย่างจริงจัง หรือ ในกรณีที่มีลูกค้าโทรมา แนะนำให้ชี้แจงไปว่าสะดวกคุยงานกี่โมง ว่างเมื่อไร ลูกค้าจะได้ไม่รอเก้อและไม่ต้องเสียลูกค้าไปอีกด้วย วิธีนี้ ผู้เขียนทำแล้ว มีสมาธิในการเขียนงานและได้ผลมาก ใครที่กำลังประสบปัญหานี้อยู่ก็ลองนำไปปรับใช้กันดู

ทั้งหมดที่แนะนำในข้างต้น สามารถทำได้จริงและได้ผลมาแล้ว แต่สำหรับบางคนที่อาจจะใช้ไม่ได้ผลก็ลองออกไปเดินเล่น เที่ยวห้างสรรพสินค้าสักวัน เพื่อให้สมองปลอดโปร่งแล้วกลับมานั่งเขียนบทความอีกครั้ง ไม่แน่ว่าอาจจะได้ไอเดียดีๆกลับมาหลังจากพักผ่อนแล้วก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือ การเขียนบทความ เป็นงานที่ต้องใช้สมาธิและพลังงานสมองสูง หากหักโหมทำงานทุกวัน ไม่พักผ่อน อาจจะเกิดผลกระทบกับร่างกายในระยะยาวได้ ดังนั้น ถ้าไม่อยากนำเงินที่ได้ไปให้หมอ ก็อย่าลืมรักษาสุขภาพกายและใจให้ดีกันด้วย

เขียนบทความ อย่างไรให้คนอ่านถูกใจ

การเขียนบทความ เป็นอีกช่องทางหนึ่งสำหรับการหารายได้เสริมหรือบางคนก็สามารถทำเป็นรายได้หลักได้เลย แต่ทว่า…การเขียนบทความขายก็ไม่ใช่งานที่ใครๆก็สามารถทำได้ง่ายๆ เพราะหากขึ้นชื่อว่างานเขียนก็ย่อมมีลายเส้นและสไตล์การเขียนเป็นของตนเอง ความยากง่ายจึงขึ้นอยู่กับการฝึกฝน มุ่งมั่นในการพัฒนาของแต่ละคน วันนี้ ผู้เขียนจึงขอพาทุกท่านที่มีความฝันในการเป็นนักเขียนมาให้เห็นกันว่า การเขียนบทความให้ผู้อ่านและผู้จ้างประทับใจ เขาทำอย่างไรกันบ้าง

1.เขียนให้ประทับใจคนอ่าน 

นอกเหนือจากการตั้งชื่อเรื่องและคัดเลือกเนื้อหาที่จะนำมาเขียนให้มีความน่าสนใจแล้ว การจะเขียนบทความให้มีความน่าประทับใจนั้น จะต้องไม่ลืมวางแผนถึงแนวทางการเขียนที่ดี ตรงประเด็น ไม่เวิ่นเว้อและใช้ภาษาที่สามารถเข้าใจได้ง่าย หากเป็นคำศัพท์เฉพาะทาง ก็ควรอธิบายให้ผู้อ่านทั่วไปเข้าใจด้วย อาจจะเป็นการใช้อ้างอิงหรือวงเล็บต่อท้ายข้างหลังก็ได้ ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องง่ายๆ แต่รู้มั้ยว่า จุดนี้เป็นจุดที่นักเขียนหลายคนใช้เวลาและใช้พลังในการวางพล็อตเรื่องนานที่สุด เพื่อให้ผู้อ่าน อ่านแล้วเกิดความประทับใจ

2.คำนำ ใครว่าไม่สำคัญ 

การเขียนคำนำที่ดี ควรคำนึงถึงการปูเนื้อเรื่องให้ผู้อ่านต้องการอ่านบทความในลำดับต่อไป ซึ่งเทคนิคง่ายๆก็คือ ผู้เขียนไม่ควรบอกถึงเนื้อหาที่จะเขียนทั้งหมด แต่ควรกล่าวให้เป็นประเด็นเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความสนใจที่จะอ่านบทความ ตัวอย่างเช่น วันนี้จะมาพูดถึงเรื่องอะไร กล่าวคร่าวๆว่าเป็นอย่างไร ปิดท้ายด้วยประโยคเชิญชวน อาทิ ถ้าอยากทราบตามมาชมกันได้เลย / ว่าแล้วก็อย่ารอช้า / ใครอยากทราบ ต้องไม่พลาดในบทความนี้ ฯลฯ

3.มีความชัดเจนของเนื้อหา 

การเขียนบทความ แม้ในบางบทอาจมีความยาวไม่มากประมาณ 300 – 500 คำ แต่รู้หรือไม่ว่า ยิ่งบทความมีเนื้อหาที่สั้นมากเท่าไร ผู้เขียนก็ยิ่งต้องเข้าใจข้อมูลที่จะนำมาเขียนและอธิบายให้มีความกระชับและชัดเจนมากยิ่งขึ้น วิธีง่ายๆที่จะรู้ว่าผู้อ่านจะเข้าใจได้หรือไม่ นั่นคือ เมื่อเขียนเสร็จ ลองกลับมาอ่านอีกสักครั้ง ถ้าเข้าใจเนื้อหาที่ตัวเองเขียนอย่างชัดเจน แสดงว่า การเขียนบทความของคุณมีความชัดเจนแล้วนั่นเองและวิธีนี้ยังเป็นการตรวจทานคำผิด เว้นวรรค เพื่อความสละสลวยของบทความอีกด้วย

4.บทสรุปสุดประทับใจ 

การเขียนบทสรุปที่ดีไม่จำเป็นต้องมากเกินไปและไม่จำเป็นต้องสรุปเนื้อหาอีกครั้ง เพราะจะทำให้ดูเวิ่นเว้อ แต่แนะนำว่า ควรทิ้งท้ายไว้ให้ผู้อ่านได้ประทับใจและจำบทความของคุณได้ อาจจะสรุปเป็นประโยคสั้นๆ กระชับแต่เฉียบคมหรือทิ้งท้ายด้วยคติสอนใจก็สามารถทำได้เช่นกัน ซึ่งบทความที่มีคุณภาพนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีบทสรุปเพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบถึงตอนจบของบทความ ส่วนใหญ่แล้วในส่วนนี้จะใช้ประมาณ 3 – 5 บรรทัดโดยประมาณ

5.ฝีกสิ่งเหล่านี้ให้เป็นนิสัย 

สิ่งที่ขาดไม่ได้ในทุกอาชีพคือ ซื่อสัตย์และตรงต่อเวลา เพราะบางบทความ ผู้จ้างจำเป็นจะต้องใช้โดยด่วน อาจจะเป็นวันต่อวันหรือภายใน 1 – 2 วัน แต่บางบทความก็จะให้เวลามากหน่อย บางครั้งเป็นเดือนเลยก็มี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผู้จ้างแต่ละคน ใครที่ไม่ถนัดงานด่วนก็ไม่ควรรับ เพราะเวลาที่ใช้ในการค้นคว้าข้อมูลและการเขียนมันน้อยเหลือเกิน อาจจะทำให้งานออกมาไม่มีคุณภาพได้และอาจจะไม่ได้รับงานจากผู้จ้างท่านนี้อีก ในทางกลับกัน หากทำงานดีก็จะมีงานป้อนเข้ามาเรื่อยๆ ไม่ขาดมือ จนบางครั้งคิวงานเต็มจนล้นไปถึงเดือนหน้าเลยทีเดียว

6.เขียนบทความให้มีคุณภาพ 

บทความก็คือสินค้า ผู้เขียนจึงเปรียบเสมือน พ่อค้า – แม่ค้าของผู้จ้าง ดังนั้น การส่งมอบสินค้าในแต่ละครั้งจึงควรมีคุณภาพ โดยคำว่า บทความคุณภาพ สามารถตรวจสอบได้จาก คุณภาพของเนื้อหาที่ต้องไม่เวิ่นเว้อ การตรวจทานคำถูกคำผิด การใช้เว้นวรรค การเป็นบทความที่สดใหม่หรือไม่มีการคัดลอกมาจากที่ไหน ความชัดเจนของเนื้อหาที่อ่านแล้วเข้าใจได้ง่ายๆ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนส่งเสริมให้บทความมีคุณภาพทั้งสิ้น ซึ่งนักเขียนที่ดีควรตรวจทานก่อนส่งมอบให้กับผู้จ้างก่อนทุกครั้ง

คำแนะนำ

หากใครที่ไม่เก่งภาษาไทย โดยเฉพาะการใช้คำถูก คำผิด สิ่งแรกที่ควรทำก็คือ ต้องอ่านเยอะๆ ซึ่งบทความบนโลกอินเตอร์เน็ตก็มีอยู่มากมายให้คุณได้เลือกอ่านกันตามความชอบ แม้บางอย่างจะไม่ชอบแต่ให้มันผ่านตาหน่อยก็ยังดี แล้วลองนำมาเรียบเรียง เติมแต่งให้เป็นสำนวนของตนเองดู ฝึกไปเรื่อยๆ ภาษาและสำนวนในแบบของคุณที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนก็จะมาเอง แต่ไม่ใช่ลอกมาทั้งบทความ อันนี้ไม่สนับสนุนและยังผิดต่อจรรยาบรรณของนักเขียนอีกด้วย

การเขียนบทความเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะในการเขียนและใช้พลังงานในการทำสูงมาก นักเขียนที่เขียนได้ เขียนเป็นและเขียนได้เงินจึงเกิดความภาคภูมิใจ เพราะแต่ละบทกว่าจะสามารถร้อยเรียงมาให้ผู้อ่านได้อ่านกันนั้น ล้วนต้องอาศัยเวลาในการค้นหาข้อมูล การวางโครงเรื่องและความคิดของผู้เขียน เพราะฉะนั้น ใครที่อยากเขียนบทความให้ผู้อ่านประทับใจและผู้จ้างอยากร่วมงานอย่างต่อเนื่องก็ควรฝึกฝนทักษะต่างๆของตนเองเพื่อจะได้มีความเป็นมืออาชีพในการเขียนบทความต่อไป