7 เทคนิค ขายสินค้าในธุรกิจออนไลน์ให้ปัง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยประสบปัญหาว่า ทำไมลูกค้าถึงไม่ซื้อสินค้าจากเพจหรือเว็บไซต์ของเรา ซึ่งก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ข้อเสียของการซื้อของทางออนไลน์ ลูกค้าไม่สามารถทดลองหรือเห็นสภาพของสินค้าจริงๆด้วยตนเอง รวมทั้งข่าวฉ้อโกงทางออนไลน์ที่ออกมาให้เห็นแบบรายวัน ดังนั้น จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกค้าไม่กล้าซื้อของทางออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ตลาดของธุรกิจออนไลน์ยังคงเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ วันนี้ ผู้เขียนจึงได้รวบรวมเทคนิคในการขายสินค้าให้ปังมาฝากพ่อค้า – แม่ค้าทุกท่านกัน

การโปรโมท   

การโปรโมทสินค้าทางออนไลน์มีหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาบนเฟสบุ๊ค บนเว็บไซต์ สร้างบล็อก รวมทั้งการลงขายสินค้าฟรีตามกรุ๊ปต่างๆที่เปิดโอกาสให้ใครก็ได้มาประชาสัมพันธ์สินค้าได้อย่างเต็มที่ แต่ทั้งนี้ ต้องคาดการณ์งบประมาณก่อนว่าจะใช้จ่ายประมาณเท่าไร เพราะหากเป็นธุรกิจออนไลน์ที่เปิดใหม่และต้องการให้เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว ทุนในการโฆษณาอาจจะต้องใช้ค่อนข้างเยอะ แต่ถ้าเป็นธุรกิจที่สร้างได้ 1 ปีขึ้นไป อาจจะกำหนดงบประมาณที่คงตัวในแต่ละเดือนก็ได้

เก็บข้อมูลเพื่อนำมาพัฒนาสินค้า – บริการ  

การเก็บข้อมูลเพื่อต่อยอดและพัฒนาสินค้าของคุณ อาจไม่ใช่สินค้าแนวเดียวกับที่ขาย แต่อาจสังเกตเรื่องการบริการ การแก้ปัญหา การขนส่ง การตอบกลับ เพราะธุรกิจออนไลน์ แม้จะมีการค้าขายสินค้า – บริการที่หลากหลาย แต่สิ่งหนึ่งที่คล้ายกันคือ จะต้องตอบปัญหาและข้อสงสัยจากลูกค้า การบริการด้านการขนส่ง ปัญหาของสินค้าที่ส่งไม่ถึงมือผู้รับหรือล่าช้าเกินกว่ากำหนด แน่นอนว่าทุกธุรกิจต้องเคยเจอ เพราะฉะนั้น ใครที่เป็นมือใหม่หัดขาย ลองทำการบ้าน ศึกษาข้อมูลในส่วนนี้ดู

สำรวจธุรกิจออนไลน์แนวเดียวกัน  

จากข้อที่แล้วที่บอกให้เก็บข้อมูลจากธุรกิจออนไลน์ประเภทใดก็ได้ มาถึงข้อนี้ต้องไม่ลืมที่จะสำรวจธุรกิจออนไลน์ประเภทเดียวกันด้วย และไม่ใช่เฉพาะคู่แข่งที่เป็นคนเดียว แต่รวมถึงชาวต่างชาติ ว่ามีการปรับปรุงการบริการ พัฒนาสินค้า สร้างสัมพันธ์กับลูกค้าด้วยวิธีใด ทำอย่างไรถึงอยู่ในตลาดได้นาน ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ เพื่อนำข้อมูลที่ได้รับมาปรับปรุง เปลี่ยนแปลง พัฒนาให้สินค้า – บริการ สามารแข่งขันในตลาดได้ในปัจจุบันและอนาคตข้างหน้า

คำแนะนำ ธุรกิจออนไลน์เป็นธุรกิจที่มาไว ไปไว แรกๆอาจขายดี แต่เมื่อกระแสเริ่มเบาลง เว็บไซต์หรือเพจของคุณ อาจเงียบไปเลยก็ได้ ดังนั้น หากคิดจะมาอยู่ในวงการนี้ ต้องรู้จักปรับตัว พัฒนา เปลี่ยนแปลงให้ทันต่อโลกของธุรกิจออนไลน์กันด้วย

ใช้ keyword ให้เป็นประโยชน์   

คำค้นหาหรือ keyword เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจออนไลน์  โดยเฉพาะคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวกับสินค้า เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ เวลาหาข้อมูลหรือต้องการสินค้าตัวไหน อย่างแรกที่ทำเลยก็คือ การหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต หากคุณสามารถจับจุดตรงนี้ได้ รับรองว่าการโปรโมทเพื่อให้ลูกค้ารู้จักผลิตภัณฑ์นั้น ไม่ใช่เรื่องยากเลย หากใครยังไม่ทราบว่า การหาคีย์เวิร์ดที่น่าสนใจต้องทำอย่างไรบ้าง  สามารถไปตรวจสอบได้จากกูเกิ้ล โดยใช้เครื่องมือ Google AdWords Keyword Planner จะบอกรายละเอียดได้เยอะมาก

หรืออีกวิธีหนึ่งคือ ในช่องคำค้นหาของกูเกิ้ล ให้พิมพ์คีย์เวิร์ดหลักสักอย่างลงไป ก็จะมีคำต่อท้ายคีย์เวิร์ดนั้นๆให้คุณได้เลือกใช้ ทั้งนี้ ควรเลือกคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับสินค้า – บริการกันด้วย ไม่อย่างนั้นลูกค้ารายอื่นอาจเข้าใจผิดได้

ตามหาสินค้าเฉพาะกลุ่ม 

สังเกตหรือไม่ว่า เว็บไซต์หรือเพจไหนที่ขายสินค้าเฉพาะกลุ่มจะมีลูกค้าที่เข้ามาตอบคอมเม้นท์และยอดวิวเยอะมาก นั่นเป็นเพราะสินค้ากลุ่มนี้มีคนขายน้อยและได้กำไรดี จนผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดต่างขนานนามถึงปรากฏการณ์นี้ว่า Niche of Niche Market อย่างไรก็ตาม การขายสินค้าประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะมีข้อมูลของสินค้าน้อย เพราะหลายร้านยังไม่นำมาขาย  เพราะฉะนั้น การหาข้อมูลในเรื่องนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

สร้างความน่าเชื่อถือ  

หลายคนคงเห็นข่าวการฉ้อโกงหลายล้านบาทที่เกิดขึ้นในธุรกิจออนไลน์กันบ่อยครั้ง ทำให้ลูกค้าบางส่วนเริ่มกังวลกับการซื้อ – ขายทางออนไลน์ เพราะฉะนั้น พ่อค้า แม้ค้า ควรมีระบบการชำระสินค้าที่รัดกุม โดยส่วนใหญ่จะใช้การชำระเงินทางออนไลน์ หรือ Mobile Banking แต่เพื่อความสบายใจของลูกค้า ควรทำให้เว็บไซต์มีระบบ Live Chat เพื่อความสะดวกในการติดต่อ มีการลงเบอร์โทรและอีเมลให้ชัดเจนในหน้าเว็บไซต์หรือแฟนเพจ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจมากขึ้น เพราะติดต่อหาเจ้าของเว็บได้ง่าย

นอกจากนี้ ควรเพิ่มนโยบายการรับประกันสินค้า เช่น รับประกัน 15 วัน 30 วัน 1 ปี เป็นต้น ในกรณีที่สินค้ามีการชำรุด เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของลูกค้าเพิ่มขึ้นไปอีก

เปลี่ยนขาจรให้เป็นขาประจำ  

เมื่อเริ่มมีลูกค้าเพิ่มขึ้น ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ ลองเปลี่ยนการซื้อ – ขายแบบธรรมดาให้เป็นประโยชน์ ตัวอย่างเช่น เมื่อลูกค้าเชื่อมั่นและชื่นชอบสินค้าของเราแล้ว ลองจัดโปรโมชั่นให้ลูกค้าที่เคยซื้อ รีวิวสินค้าของเราด้วย อาจจะให้ของรางวัลเป็นคูปอง ส่วนลดในครั้งต่อๆไป ของแถม แล้วถ้าสามารถทำให้ลูกค้าถ่ายรูปคู่กับสินค้าของเราได้ ก็ยิ่งดีเข้าไปอีก เพื่อเรียกความเชื่อมั่นและความสนใจในตัวสินค้ามากขึ้น

และนี่คือ เทคนิคดีๆที่ผู้เขียนนำมาฝากกันในวันนี้ หากใครสนใจลองนำไปปรับใช้กับธุรกิจออนไลน์ของคุณดู เชื่อว่าข้อมูลที่ได้นำเสนอมาในบทความนี้จะมีประโยชน์ต่อทุกท่านได้ไม่มากก็น้อย

เขียนบทความ ยังไงให้ประสบความสำเร็จ 2017

หากใครที่กำลังหารายได้เสริม รายได้หลัก สร้างแบรนด์หรือทำการตลาด โดยที่ไม่ต้องใช้งบลงทุนมากนัก สิ่งหนึ่งที่หลายคนต้องทราบ นั่นก็คือ การเขียนบทความ เห็นแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่อง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปสำหรับหลายๆคน โดยเฉพาะคนที่รักการอ่าน รักการเขียน บอกเลยว่าคุณมาถูกทางแล้ว ซึ่งการจะเขียนบทความ ให้ประสบความสำเร็จได้นั้น สามารถทำได้หลายวิธี ใครที่ไม่อยากพลาดไปติดตามชมกันได้เลย

กำหนดเป้าหมายในการเขียนบทความ

เขียนเพื่ออะไร / ตั้งใจนำเสนออะไร / กลุ่มเป้าหมายเป็นใคร เป็นจุดเริ่มต้นที่หลายคนมักมองข้าม ทำให้งานเขียนส่วนใหญ่ถูกเขียนขึ้นมาอย่างไร้เป้าหมาย ไร้การดึงดูดที่ทำให้น่าสนใจ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การเขียนบทความไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ส่วนการกำหนดเป้าหมาย สามารถทำได้ง่ายๆ เช่น เขียนบทความนำเสนอและโน้มน้าวกลุ่มผู้อ่านให้กลายมาเป็นลูกค้า หรือ ทำให้เกิดความสนใจจนเกิดการบอกต่อ พูดคุยและสอบถามต่อไป ถือเป็นการโปรโมทที่ดีและถูกที่สุดวิธีหนึ่ง แถมยังได้ผลดีมากอีกด้วย

ค้นคว้าข้อมูลก่อนลงมือเขียน 

การเขียนบทความให้มีคุณภาพ จำเป็นต้องใช้เวลาในการค้นหาข้อมูลก่อนลงมือเขียนอยู่เสมอ (สำหรับผู้เขียนแล้ว ขั้นตอนนี้ถือว่าสำคัญมาก เพราะภาษาและเนื้อหาจะเป็นไปในทิศทางใดและมีคุณภาพหรือไม่ ขั้นตอนนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญ) เมื่อนักเขียนได้หัวข้อที่จะเขียนแล้ว ก็ทำการค้นคว้าข้อมูลในอินเทอร์เน็ต หนังสือ นิตยาสาร โดยใช้คีย์เวิร์ดหรือคำที่ใกล้เคียงในการค้นหาข้อมูล ไอเดีย แนวทางในการเขียน ลักษณะของการเขียนว่าเป็นอย่างไรและนำมาประยุกต์ใช้ในบทความของตนเอง

การตั้งชื่อบทความ 

เมื่อได้ไอเดียในการเขียนแล้ว ต่อมาคือ การตั้งชื่อบทความ จะตั้งอย่างไรให้ผู้อ่านเห็นแล้วอยากคลิกเข้าไปอ่าน จะตั้งอย่างไรให้ผู้อ่านอยากไลท์ อยากแชร์ รวมทั้งยังเป็นมิตรต่อการทำ SEO ในที่นี้จะยกตัวอย่าง คีย์เวิร์ด “ลดความอ้วน” การตั้งชื่อบทความที่ดี ควรมีคีย์เวิร์ดแทรกเข้าไปด้วย เช่น 10 อาหาร ลดความอ้วน / เคล็ด(ไม่) ลับ ถ้าอยากลดความอ้วน / ลดความอ้วน เริ่มที่ตัวคุณ เป็นต้น การตั้งชื่อแบบนี้ นอกจากจะทำให้ผู้อ่านค้นหาได้ง่ายและเกิดความสนใจแล้ว ยังเป็นมิตรต่อการทำ SEO เพื่อติดอันดับใน Google อีกด้วย

กำหนดเค้าโครงเรื่อง 

เป็นการตัดสินใจว่า ภายในบทความของคุณจะประกอบด้วยอะไรบ้าง เช่น เกริ่นนำ เนื้อหา สรุป แนวคิด ประโยชน์ เป็นต้น ซึ่งการร่างเค้าโครงของเนื้อหาจะทำให้คุณเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นว่า ยังขาดเหลือข้อมูลอะไรที่ต้องหาเพิ่มเติมอีกบ้าง แถมยังช่วยตัดข้อมูลที่ไม่จำเป็นออกไปอีกด้วย ช่วยให้บทความดูสมดุล ลื่นไหล เวลาที่อ่านดูไม่เหวิ่นเว่อมากจนเกินไป ถือเป็นอีกขึ้นตอนหนึ่งที่ช่วยให้การเขียนบทความง่ายขึ้นและประหยัดเวลาอีกด้วย

บทความยาวดีกว่าบทความสั้น 

จากสถิติและการวิเคราะห์ผล SERPs ได้รับการยืนยันว่า บทความที่มีความยาวมีแนวโน้มในการถูกจัดอันดับบน Google มากกว่าบทความสั้น อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า บทความที่มีความยาวทุกบทความ จะถูกจัดอันดับในหน้าแรกๆของ Google ได้ทั้งหมด ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะการเขียนบทความ การใช้คีย์เวิร์ด เค้าโครงของบทความและความเป็นประโยชน์ต่อคนอ่านว่ามีมากน้อยเพียงใด ซึ่งหากบทความขนาดสั้น มีสิ่งเหล่านี้ครบ ก็มีโอกาสสูงที่จะติดอันดับบน Google ได้เช่นกัน

ตกแต่งบทความให้น่าอ่าน 

นอกจากการตั้งชื่อบทความและเขียนบทความให้เนื้อหามีคุณภาพแล้ว อีกขั้นตอนหนึ่งที่อยากแนะนำให้ทำก็คือ การจัดหน้าตาของบทความให้มีความสวยงามและง่ายต่อการอ่าน ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นบรรทัดใหม่และการจัดวางพารากราฟ ควรใช้สัก 4 – 5 บรรทัดกำลังสวย การปรับขนาดและสีสันของตัวอักษร การใช้ตัวหนา ตัวเอียงให้เป็นประโยชน์ การเลือกใช้ Font อย่างเหมาะสม การเพิ่มรูปภาพประกอบให้บทความดูมีชีวิตชีวา ซึ่งก็ลองนำไปปรับใช้กันดู รับรองว่าบทความของคุณจะสวยงามขึ้นกว่าเมื่อก่อนแน่นอน

เผยแพร่บทความ  

สำหรับคนที่มีบล็อกหรือเว็บไซต์เป็นของตนเอง ต่อให้คุณเขียนบทความที่มีเนื้อหามีประโยชน์และดีขนาดไหน มันจะไม่ประสบความสำเร็จเลย หากไร้ซึ่งคนอ่าน วิธีง่ายๆที่สามารถทำได้ก็คือ การแชร์บทความลงใน Facebook Page  นำลงใน Facebook Profile การแชร์บทความลงในกรุ๊ปที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในบทความ   โปรโมทลงในเว็บไซต์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา หรือ หากใครที่มีงบหน่อย ผู้เขียนแนะนำให้ลงโฆษณากับ Facebook Ads /  Twitter Ads / Google Adwords ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทำได้เช่นกัน

เขียนบทความอย่างสม่ำเสมอ 

ผู้อ่านทุกคนล้วนมองหาบทความใหม่ๆและมีเนื้อหาอัพเดททันต่อสถานการณ์อยู่เสมอ ดังนั้น ควรเขียนบทความที่มีความสดใหม่ มีเนื้อหาที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้เข้ามาอ่าน เพียงเท่านี้บล็อกหรือเว็บไซต์ของคุณก็จะมี Traffic เพิ่มมากขึ้นและเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คุณสามารถประสบความสำเร็จในการเป็นนักเขียนได้ในระยะยาว

เห็นหรือยังว่า การเขียนบทความ ให้ประสบความสำเร็จไม่ยากอย่างที่หลายคนคิด แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถทำได้ในไม่กี่วัน ทุกอย่างจะต้องใช้ประสบการณ์ การพัฒนาฝีมือในการเขียน รวมถึงสร้างสรรค์งานเขียนใหม่ๆที่ตรงกับวัตถุประสงค์ในการนำเสนอ ออกมาให้ผู้อ่านเข้าถึงและเป็นประโยชน์สูงสุด