เขียนบทความ ยังไงให้สร้างรายได้แบบ passive income 100%

ผมคิดว่าในปัจจุบัน เราคงได้ยินได้ฟังกันเกี่ยวกับเรื่องของการสร้างรายได้แบบ passive income กับเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะถ้าคุณได้เข้าไปฟังการสัมมนาในระบบขายตรง เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นประเด็นหลักๆเลยทีเดียว แต่ช้าก่อน… อย่าเพิ่งคิดว่าการสร้างรายได้แบบ passive income จะถูกสงวนไว้สำหรับการทำธุรกิจขายตรงเท่านั้น แต่การใช้บทความ หรือการเขียนบทความนี้แหละ ก็สามารถสร้างรายได้แบบ passive income ได้เช่นเดียวกันนะครับ

ผมเห็นว่าแนวทางที่จะแบ่งปันต่อไปนี้เป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์ และใช้งานได้จริง ถ้าคุณ(ตั้งใจ)ทำนะครับ ผมใช้มันเป็นประจำเสมอๆ และมันได้ผล ผมหวังว่ามันจะได้ผลกับคุณด้วยเช่นเดียวกัน

1.เริ่มจากการเขียนบทความที่ถูกต้องก่อน

คำว่าการเขียนบทความที่ถูกต้องในความหมายของผม คือการวางบริบทของบทความให้ถูกต้องเสียก่อน นั่นคือการเลือกใช้ Pattern ครับ Pattern คือรูปแบบของการเขียน เช่น การเขียนบทความต้องมีท่อนเกริ่นนำ ท่อนเนื้อหา ท่อนสรุป อะไรประมาณนี้ ซึ่งในรายละเอียดของ Pattern นั้นจะมีมากกว่านี้นะครับ โดยที่มาของ Pattern ก็จะมาจากการที่เราอ่านบทความหมวดนั้นๆบ่อยๆ จากเว็บไซต์ที่มีคนชื่นชอบหรือแชร์ออกมาเยอะๆ ซึ่งถ้าเราสังเกตแนวทางการเขียนบทความดีๆจะพบว่า นักเขียนคนนั้นๆมักมี Pattern การเขียนบทความเหมือนๆกันเสมอ

ซึ่งตรงนี้แหละครับ ที่เราสามารถถอดแบบออกมาใช้ได้

ถ้าผมจะยกตัวอย่างเปรียบยเทียบเสียหน่อยเพื่อให้มองเห็นภาพ มันเหมือนกับพล็อตเรื่องหนังที่เกี่ยวกับสัตว์ประหลาด ที่มีการฉายในโรงภาพยนตร์ให้เราดู เราจะพบพล็อตเรื่องประมาณว่า คนแรกที่จะต้องเจอสัตว์ประหลาดมักตายด้วยความโง่ ส่วนคนที่สองมักตายเพราะว่าความกล้าหาญเกินไป  คนที่แบบมี xxx กันในหนังมักตายเพราะสัตว์ประกลาดมาตอนกำลัง xxx และจะต้องมียอดนักพลีชีพในเรื่อง 1 คน และสุดท้าย ไม่ว่าในเรื่องจะมีตัวละครมากเท่าใด ก็จะเหลือแค่พระเอกกับนางเอกสองคน ที่จะรักกันตลอดไปชั่วชีวิต

พล๊อตตัวที่กล่าวข้างต้นเอาไปแต่งเป็นหนังทำเงินได้มากมายครับ ลองนึกชื่อเรื่องดูสิ  ดังนั้นการเขียนบทความก็เช่นเดียวกัน และถ้าคุณยังไม่รู้ว่าจะเลือก Pattern ตัวไหนมาเขียนบทความดี ก็อาจลองใช้ Pattern A1 ในหนังสือ eBook ใครๆก็เขียนได้เป็นแนวทางดูก็ได้ครับ

2.หัวใจของการเขียนบทความคือเรื่องใดบ้าง ต้องตอบได้

ขั้นตอนต่อมาหลังจากที่เราเรียนรู้ Pattern A1 เพื่อการเขียนบทความอย่างถูกต้องแล้ว ส่วนต่อมาที่ผมจะบอกคือ เราจะต้องรู้หัวใจของบทความด้วยครับ โดยจากประสบการณ์ของผม สามารถสรุปหัวใจของบทความออกมาได้เป็น 3 ข้อหลักๆดังต่อไปนี้คือ

2.1แก้ คำว่าแก้คือแก้ปัญหา บทความที่เขียนขึ้นมาต้องสามารถเข้าไปแก้ปัญหาในเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้เช่น สมมุติว่า ผู้อ่านเป็นโรค panic เราเขียนบทความเกี่ยวกับการดูแลรักษาตนเองเมื่อเป็นโรค panic แบบนี้เป็นต้น

2.2ก่อ คำว่าก่อ หมายถึง การก่อไอเดียใหม่ๆ เช่นบทความแนว D.I.Y. เป็นต้น

2.3เกิด คำว่าเกิด หมายุถึงอ่านแล้วเกิดแรงบันดาลใจ เช่น บทความเกี่ยวกับประวัติของ Jack ma แนวทางการทำธุรกิจ 12 ประการของ Tony Robbins เป็นต้น

ถ้าเราเขียนบทความและสามารถตอบได้ว่าบทความนั้นจัดอยู่ในเรื่องใดข้างต้นนี้ ผมถือว่านั่นเป็นบทความที่มีคุณภาพแล้ว

3.การทำ affiliate คือจุดเริ่มต้น

เพื่อการสร้างรายได้แบบ passive income จากการเขียนบทความ จุดเริ่มต้นที่ถือว่าเป็นประตูสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนเลยคือ การหา affiliate ที่เปิดให้เราสามารถเอามาเขียนบทความเพื่อแก้ปัญหา เพื่อก่อไอเดีย หรือว่าเพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจได้ สินค้าเหล่านั้นเป็นอะไร มีหลักการค้นหาง่ายๆครับ โดยการเข้าไปที่ google และพิมพ์

(สินค้า) + affiliate

(คำหลัก) + affiliate

แล้วลองเลือกดูใน List ที่ทาง google ค้นหามาให้ครับ ว่าสินค้า หรือบริการตัวไหนที่สามารถนำมาเขียนบทความได้ตรงกับจริตของเรามากที่สุด

4.นำ affiliate นั้นๆมาวิเคราะห์คำหลักเพื่อเขียนบทความ

เมื่อเราได้ affiliate ที่เหมาะสมต่อการเขียนบทความแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ เราก็นำคำหลักนั้นๆมาออกแบบหัวข้อบทความแล้วก็ เขียนครับ วิธีการที่ผมใช้เป็นประจำ แต่ได้ผลดีมากคือ เอาคำหลักที่ได้ไปแตกคำย่อยๆที่เว็บไซต์ http://www.keywordtool.io เมื่อคุณแตกคำที่นี่แล้ว มันจะได้ไอเดียเอาไปออกแบบเป็นชื่อเรื่อง เพื่อเขียนบทความได้ อีกอย่างการใช้เครื่องมือ keywordtool ถือว่าใช้งานง่ายมาก และคนใหม่ๆทุกคนที่เป็นนักเขียนบทความน่าจะทดลองใช้ดูนะ

สำหรับจำนวนหัวข้อเรื่องที่เหมาะสมต่อการเริ่มต้นและทำสินค้าขึ้นมา ผมคิดว่าคุณน่าจะทำสัก 30-60 หัวข้อ และเป็นบทความรวมประมาณ 1,000 คำไทยขึ้นไป เพราะบทความที่มีความยาวมากกว่าจะสามารถรังสรรค์เนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านได้มากขึ้นด้วย

5.สมัครใช้งาน blogger.com

แล้วเราจะเอาบทความไปไว้ที่ไหนดี คำถามนี้ผมขอมาตอบเลยครับ ถ้าคุณมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อบทความที่คุณเขียน ก็จงนำไปลงที่เว็บไซต์นั้นๆ แต่ถ้าคุณไม่มีทุน หรือยังไม่มีเว็บไซต์แล้ว ผมแนะนำให้ลองใช้ blogger.com ครับ ในปัจจุบัน ถ้าคุณไปสังเกตที่หน้าแรกๆของการค้นหาใน google คุณจะพบว่าเว็บไซต์ที่มาจาก blogspot ปะปนอยู่ในหน้าแรกด้วย ซึ่งนั่นล่ะครับคือข้อดีของการเขียนบทความลง blogger คุณไม่ต้องลงทุนอะไรมาก แต่บทความดีๆของคุณจะขึ้นไปอยู่ในหน้าแรกของ google ส่งผลให้เกิดทราฟิกเข้าเว็บไซต์อย่างมากมาย

และทราฟิกนี่ล่ะจะเป็นตัวที่แปรเปลี่ยนออกมาเป็นรายได้มหาศาลในอนาคตของคุณ

6.เขียนบทความที่เป็นประโยชน์ มีคุณค่าลงบล็อกของคุณ

อย่าไปซื้อบทความที่ไร้คุณภาพมาลงเว็บไซต์ของคุณ ผมแนะนำว่ามันควรเขียนขึ้นจากตัวของคุณครับ เขียนเอง ดีที่สุด คุณจะได้บทความที่เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่านมากที่สุด ผู้อ่านทุกๆคนจะรู้สึกดีมากถ้าเจ้าของธุรกิจ หรือเจ้าของเว็บไซต์ เขียนบทความลงไปด้วยตนเอง ดังนั้นผมขอคุณ จงเขียนด้วยตนเองครับ อย่าไปจ้างใคร ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ

7.มีวินัยในการเขียนบทความของตนเอง

จงมีวินัยในการเขียนบทความอย่างน้อย 21 วัน จงเขียนบทความทุกวัน และ Post ลงเว็บไซต์อย่างน้อยวันละ 1 บท บางทีมันอาจจะเป็นบทความที่สั้นมากๆไม่ถึง 300 คำไทย แต่จงทำเถอะครับ การเขียนบทความเป็นเรื่องของทักษะด้วย ถ้ายิ่งเราเขียนบ่อยๆมากเท่าไหร่ เท่ากับเป็นการสะสมทรัพย์สินดิจิตอลออกไปมากขึ้นเท่านั้น และอีกข้อคือ มันจะเปลี่ยนอุปนิสัยของเรา ให้กลายเป็นคนที่รักการเขียน รักการถ่ายทอดตัวอักษรที่อาบไปด้วบอรรถรสและอารมณ์ของภาษา เพื่อให้ผู้อ่านได้เสพ ซึ่งสิ่งนี้ล่ะจะผลักดันความสำเร็จของบทความนั้นๆให้ก้าวไปยืนในจุดที่ใครๆก็ต้องชื่นชม

8.หมั่นอัพเดทบทความของคณให้ทันสมัยอยู่เสมอๆ

คำว่าอัพเดทบทความให้ทันสมัยอยู่เสมอ ก็หมายถึง ทุกๆ 3 -6 เดือน อย่าลืมเข้ามาตรวจสอบบทความของคุณ ว่ามีเนื้อหาตรงส่วนไหนบ้างที่ล้าหลัง หรือไม่สามารถใช้งานได้แล้วในปัจจุบัน คุณสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ครับ เปลี่ยนเลย อย่าไปกังวลว่าอันดับทาง seo จะหล่นลงหรือไม่ หรือว่าจะเกิดผลร้ายต่อการขายสินค้า affiliate ที่คุณผูกโยงเข้ากับบทความหรือเปล่า อย่าไปกังวลขนาดนั้น ลุยเลยครับปรับเปลี่ยนมันให้ทันสมัยที่สุด ผู้อ่านจะได้รู้ว่า คุณยังใส่ใจกับงานเขียนบทความเก่าๆที่ลงไปแล้วอยู่ และยังเป็นการก่อให้เกิดทราฟิกธรรมชาติด้วย

9.ปรับปรุง Pattern

Pattern มีความล้าสมัยไปตามกาลเวลา อย่างเช่นในปัจจุบันผมเขียนบทความโดยใช้ Pattern A5 เป็นแนวทางในการออกแบบบทความคุณภาพสูงทั้งขายให้ลูกค้าและเก็บไว้ใช้กับตนเอง ดังนั้นตรวจสอบและอัพเดท Pattern ที่คุณเขียนด้วยเสมอๆ อย่าให้มันเก่าหรือว่าซ้ำซากจำเจจนเกินไปนะครับ เว้นแต่ว่า Pattern นั้นๆจะยังคงสามารถทำเงินได้อย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน

10.เรียนรู้แนวทางการเขียนบทความใหม่ๆเสมอๆ

ข้อสุดท้ายของการเขียนบทความเพื่อการสร้าง passive inconme อย่างยั่งยืนคือ การหาแนวทางการเรียนรู้ใหม่ๆอยู่เสมอ หากมีนักเขียนเก่งๆที่จัดสัมมนา คุณควรไป อย่าไปตั้งแง่หรือว่ารังเกียจหรือคิดว่าตนเองเก่งกว่า ลืมอัตตาในตนเอง แล้วไปลุยกับความรู้ใหม่ๆ Know how ใหม่ๆที่คุณสามารถเอามาใช้ในการพัฒนาทักษะและคุณภาพงานเขียนบทความเพื่อรายได้ที่ยั่งยืนให้ดียิ่งขึ้น

10 ขั้นตอนที่กล่าวมานี้หากคุณ bookmark ไว้และเก็บไว้ใช้งานอย่างจริงจัง คุณจะสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการเขียนบทความและสร้างรายได้แบบ passive income ได้อย่างแน่นอนครับ

เปิด 10 วิธีสร้าง Passive income 2016

คำว่า Passive income มีความหมายแบบง่ายๆ คือ การลงมือสร้างแหล่งรายได้ สร้างเครื่องมือผลิตเงิน ที่สามารถสร้างรายได้ให้กระเป๋าของเรา ได้ด้วยตัวของมันเอง โดยที่เราไม่ต้องทำอะไร แม้เราจะป่วยนอนอยู่ที่โรงพยาบาล หรือไปเที่ยวรอบโลกอยู่ มันก็จะไม่หยุดสร้างรายได้ให้กับเรา อย่างนี้เรียก รายได้แบบ Passive income ดังนั้นวันนี้ ขอนำเสนอ วิธีสร้างรายได้แบบ Passive income ทั้งแบบออนไลน์ และไม่ออนไลน์ อย่างง่ายๆ ที่เราเองก็สามารถทำได้ ดังนี้

ช้าก่อน! อย่าลืมสร้างรายได้แบบ Passive Income กับ IQoption อ่านวิธีทำด้านล่างเลย!

รีวิวลงทุนออนไลน์! กับการลงทุนระบบ binary option

1.Passive income จาก Affiliate

การสร้างรายได้แบบ Passive income จากการทำ Affiliate นั้น ถือได้ว่าเป็นที่นิยมกันมาก ในโลกออนไลน์ เพราะเป็นการขายสินค้า ที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องผลิตสินค้า ไม่ต้องจัดส่งสินค้า สิ่งเดียวที่เราทำคือ ให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย สนใจซื้อสินค้าชนิดนั้นๆ คลิกซื้อสินค้า ผ่านจากลิ้งที่เราได้รับมา จากเจ้าของสินค้า เมื่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ทำการสั่งซื้อสินค้า เราก็จะได้รับเงินที่เป็นส่วนแบ่ง ส่วนการได้ส่วนแบ่ง มากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับสินค้าแต่ละชนิด แต่ละราคา

วิธีการนี้ง่ายมาก เราไม่จำเป็นต้องมีความรู้อะไรมากมาย(หาเอาใหม่ทีหลังได้) เพียงแค่คุณสร้างบล็อกขึ้นมาสักบล็อก เอาที่ฟรีอย่าง บล็อกเกอร์ หรือเวิร์ดเพรส ก็ได้ ง่ายดี ใช้เวลาในการสร้างไม่นาน ส่วนใครที่พอมีความรู้บ้างอยากจะสร้างเว็บไซต์แทนก็ได้

จากนั้นทำการเผยแพร่บทความที่ดี มีประโยชน์ และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสินค้า ที่เราจะนำมาขาย หรือทำ Affiliate ต่อไปก็ทำการตลาด ให้บล็อกของเรา ให้เป็นที่นิยม เรื่องนี้ไม่ต้องห่วง หากคุณขยันอัปบทความที่มีประโยชน์ต่อคนอ่าน ตรงกลุ่มเป้าหมาย และอัปบทความบ่อยๆ

ย่อมมีคนเข้ามาอ่านเนื้อหาภายในบล็อก ของคุณทุกวัน อย่างแน่นอน หรือถ้าเราพอจะมีเวลาอยู่บ้าง ก็ทำการ

โปรโมทบล็อกของเรา ไปตามแหล่งชุมชนโซเชียลต่างๆ ได้ยิ่งดี รวมทั้งการทำ SEO ให้กลับบล็อกของเรา

ต่อไปเราก็ไปสมัครสมาชิก เพื่อของทำ Affiliate กับเว็บไซต์ที่เราต้องการ เราจะได้ลิ้งเพื่อนำมาโปรโมทขายสินค้า นำลิ้งสินค้า พร้อมรูปภาพ นำมาโพสเผยแพร่ ลงในบล็อกของเรา พร้อมๆ กับเขียนรีวิวสินค้า(เขียนแนะนำ และเชียร์ให้ซื้อ) เมื่อลูกค้าเข้ามาอ่านบทความ ในบล็อกของเรา เกิดความสนใจคลิกดูสินค้า และทำการสั่งซื้อสินค้า เราก็จะได้เงินที่เป็นส่วนแบ่ง

ต่อมาให้คุณเขียนบทความ หรือจ้างเขียนบทความก็ได้ นำมาลงไว้ในบล็อก และกำหนดเวลาโพสไว้ ให้บล็อกของคุณโพสเอง เพียงเท่านี้คุณก็ไม่จำเป็น ต้องเข้าไปดูแลเว็บเลยก็ได้ ปล่อยให้มันทำงานของมันเอง สร้างรายได้แบบ Passive income ต่อไปเรื่อยๆ

คุณต้องการรายได้มากมายแค่ไหน เมื่อคุณมีความรู้แล้ว เก่งแล้ว คุณสามารถสร้างบล็อกขึ้นอีกกี่บล็อกก็ได้ จะเป็น 10 บล็อก 100 บล็อก คุณก็สามารถทำได้ สร้าง Passive income ที่ทำเงินมหาศาลได้

หลักการของ Passive income คือ การสร้างระบบที่สามารถทำเงินไหลเข้ากระเป๋าของเราได้ โดยเอาตัวเองออกจากระบบ แต่ความเป็นจริงแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องยึดหลักการของ Passive income มากนักก็ได้ ในบางครั้งคุณก็เข้าไปดูแลระบบบ้างก็ได้

2.Passive income จากกลุ่มสมาชิก

ถ้าเราต้องการมี Passive income จากค่าสมัครของสมาชิก หรือค่าดูแลรายปี เราต้องสร้างกลุ่ม สร้างระบบ ที่มีประโยชน์ต่อลูก ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพง่ายที่สุด เช่น สร้างเว็บไซต์ห้องสมุดออนไลน์ ที่สมาชิกในกลุ่มสามารถอ่านฟรีได้ตลอดทั้งปี ขึ้นมาสักเว็บ แต่การจะเข้าไปอ่านได้นั้น คนที่ไม่สมัครสมาชิกพร้อมการจ่ายเงินค่าสมัคร จะไม่สามารถเปิดอ่านหนังสือได้

อาจจะทำเป็นค่าธรรมเนียมในการดูแลรักษาปีละ 500 บาทก็ได้ หากมีสมาชิก 20,000 คน(คนไทยมากว่า 60 ล้านคน คุณต้องลงทุนให้คนเรานี้มาสนใจใช้บริการเว็บไซต์ของคุณ) เราจะได้เงินทุกปีแบบ Passive income อยู่ที่ปีละ 10,000,000 บาท

นำเงินส่วนหนึ่ง ไปจ้างเว็บมาสเตอร์มาดูแลระบบ พัฒนาระบบ และจัดซื้อหนังสือ E-book เข้าสู่ระบบ พร้อมๆ กับรวมๆ หนังสืออ่านฟรี ทั่วโลกมาไว้ให้คนอ่าน เพียงเท่านี้ คนก็สามารถมีรายได้แบบ Passive income จากค่าสมาชิกแล้ว

ตัวอย่างที่พูดมานี้ มันอาจจะยากไป งันเอาอีกสักตัวอย่าง เอาแบบง่ายๆ ใช้พื้นที่ของกลุ่มเฟสบุ๊กเป็นไง สร้างง่ายดี และเชื่อว่าเราทุกคนทำได้ วิธีการเช่น สร้างกลุ่มที่เป็นพื้นที่ในการโพสหางาน สำหรับฟรีแลนซ์ โพสจ้างงานสำหรับนายจ้าง

โดยในขั้นเริ่มแรกคุณต้องทำทุกอย่างให้ฟรีหมด ทำกลุ่มนี้ให้เป็นที่นิยม ให้เป็นพื้นที่ ที่ทุกคนต้องใช้ประโยชน์ เมื่อเป็นที่นิยมแล้ว เราสามารถจัดระเบียบของกลุ่มได้ โดยการขึ้นทะเบียนคนทำอาชีพฟรีแลนซ์ การันตีว่ามีฝีมือ มีความรับผิดชอบ ส่งงานตรงต่อเวลา เพื่อให้นายจ้างสามารถมั่นใจได้ และเลือกฟรีแลนซ์จากคนที่ขึ้นทะเบียน เป็นต้น

หรือ เราจะเป็นคนกลางหางานมาแจกจ่ายให้คนทำฟรีแลนซ์ในกลุ่ม โดยถ้าใครอยากได้งาน อยากมีเงินใช้ อยากเข้าร่วมกลุ่ม ต้องจ่ายค่าลงทะเบียนก่อน ถึงจะอนุมัติเข้าร่วมกลุ่ม

อีกวิธีหนึ่ง คือการขายเพื่อที่โฆษณาของกลุ่ม เช่น พื้นที่ปักหมุด หน้าปกของกลุ่มเป็นต้น เมื่อกลุ่มที่เราดูแลเป็นที่นิยมเราสามารถทำเช่นนี้ได้ โดยปล่อยให้เช่าพื้นที่ปักหมุด คิดเป็นรายเดือนหรือหลายปีก็ได้ เช่น เดือนละ 500 บาท ขอยกตัวอย่างกลุ่มลักษณะนี้ที่เราเห็นกันมากที่สุด คือกลุ่มลงประกาศขายสินค้าฟรี โดยเจ้าของกลุ่มจะให้ลงประกาศหรือโพสขายสินค้าได้ฟรีอย่างอิสระ เมื่อมีสมาชิกมากขึ้น ก็จะทำการขายพื้นที่ปักมุกโพส เดือนละ 100-500 บาท ตามแต่จำหน่วยของสมาชิกในกลุ่ม ยิ่งสมาชิกในกลุ่มมากยิ่งขายแพงๆ ได้

สมมุติเราสร้างกลุ่มลงประกาศฟรีขึ้นมาและขายพื้นที่โฆษณา เดือนละ 500 บาท สร้างขึ้นมา 100 กลุ่ม เราจะมีรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 50,000 บาท ตกปีละ 600,000 บาท เอาเงินส่วนนี้ไปจ้างผู้ดูแลกลุ่ม สัก 2 คน ให้ดูแลคนละ 50 กลุ่ม แล้วคุณก็อยู่นิ่งๆ รอรับเงินแบบ Passive income ทุกๆ เดือน(วิธีนี้ไม่ค่อยจะแน่นอนหรือยั่งยืนเท่าไหร่ แนะนำว่าเราลองทำเองสักกลุ่มสองกลุ่มก่อน)

3.Passive income ขาย E-book

คุณสามารถสร้างรายได้แบบ Passive income ออนไลน์ ด้วยการสร้าง E-book ขึ้นมา และนำไปขายในเว็บไซต์ที่ให้บริการ วิธีนี้คุณจะมี Passive income จากสุดขายของหนังสือ E-book ของคุณ สมมุติ คุณขายเล่มละ 520 บาท ตลอดทั้งปีขายได้ 10,000 เล่ม คุณจะมีรายได้ในปีนั้นประมาณ 5,200,000 บาท

คนไทยมีทั้งมากกว่า 60 ล้านคน เราก็ไปวางแผนทำการตลาด ว่าจะทำยังไงให้ขายได้ ขายดี หรือไม่คุณก็วางขายแล้วก็จบ ปล่อยให้มันทำรายได้แบบ Passive income ไปเรื่อยๆ ตามความต้องการของตลาด(ถ้าเล่มเดียวมันขายได้น้อย เราก็ทำสัก 100 เล่ม)

พูดมันง่าย ใครจะไปทำ E-book เป็น เรื่องนี้ง่ายมาก ไม่มีใครเขาทำเป็นตั้งแต่เกิด ทุกคนโตมา เรียนรู้ ลงมือทำ จึงทำเป็น เราก็ทำได้ ขอเพียงสละเวลาเล่นเฟสบุ๊ก ดูยูทูป หรือดูทีวี เล่นเกม เอาเวลาเหล่านั้นมาลงทุนในการหาความรู้ หาวิธีทำเงิน ทำรายได้ แบบ Passive income จากการขายหนังสือ E-book ศึกษาดูว่าเขาทำยังไง มีจำนวนหน้ากี่หน้า ตั้งราคายังไง

จริงๆ วิธีทำง่ายมาก เราทุกคนน่าจะเคยเขียนรายงานส่งคุณครู หรือเขียนเรียงความส่งคุณครูมาแล้ว รวมทั้งการเขียนเพื่อโพสเฟสบุ๊ก ด้วย ลักษณะใกล้เคียงกันมาก หรือจะทำเหมือนรายงานเลยก็ได้ มีปกหน้า ปกหลัง คำนำ สารบัญ เนื้อหาบทที่ 1 บทที่ 2 บทที่ 3 บทที่ 4 บทส่งท้าย (รวมทั้ง เอกสารอ้างอิงถ้ามี)

จากนั้นบันทึกไฟล์ เป็นแบบ PDF เท่านี้เราก็ได้หนังสือ E-book มาแล้วหนึ่งเล่ม พร้อมที่จะนำไปวางขายตามเว็บไซต์ที่ให้บริการ หรือขายเอง ผ่านโซเชียลต่างๆ เชื่อว่าถ้าเราลงมือเรียนรู้จริงๆ จะรู้เรื่องราวเทคนิคต่างๆ อีกมากมาย ในการทำหนังสือ E-book ที่ง่ายและเร็วขึ้น

แนวทางการเขียน E-Book เพื่อสร้าง passive income

10 ขั้นตอนหาเงินล้าน! จากการขาย ebook (แบบทำได้จริง!!)

4.Passive income จากสปอนเซอร์

ถ้าให้พูดตามตรง ตามความเป็นจริง เรื่องของ Passive income จากสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนนั้น ต้องบอกอย่างนี้ รายได้เยอะมาก ยิ่งถ้าเราทำเว็บไซต์ที่สามารถรวบรวมผู้ชมที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของสินค้าหรือสปอนเซอร์นั้นๆ ได้ในจำนวนมากรายได้จากการสนับสนุนโดยสปอนเซอร์จะยิ่งเยอะตามไปด้วย

แต่เราต้องดูแลสปอนเซอร์ได้ และรับการสนับสนุนจากสปอนเซอร์ในจำนวนที่เราสามารถดูแลได้ เช่น มีสปอนเซอร์ขอมาสนับสนุน 100 ราย ถ้าเรารับหมด อย่างนี้เราดูแลไม่ได้ ต้องรับเท่าที่เราสามารถดูแลจัดการได้ ไม่งันเราจะมีปัญหากับสปอนเซอร์ที่สนับสนุนเราตามมา

ข้อความระวัง การมีรายได้แบบ Passive income จากการขอสปอนเซอร์ ต้องถือว่าเป็น Passive income ที่ไม่แน่นอน และต้องเอาใจใส่ดูแลมากพอสมควร การจัดการค่อนข้างเป็นระบบ เป็นขั้น เป็นตอน ดังนั้นเราต้องวางแผนให้ระบบเป็นอย่างดี มีการจ้างผู้ดูแลที่มีประสบการณ์ เชื่อถือ และมั่นใจได้ ก่อนที่เราจะเอาตัวเองออกจากระบบ และบ่อยให้ระบบมันผลิตเงินให้เรา

5.Passive income จาก MLM

MLM มีลักษณะเป็นธุรกิจที่มีการตลาดแบบหลายชั้น ดูแลกันเหมือนพี่น้อง ที่ร่วมอุดมการณ์ มุ่งไปสู่ความสำเร็จด้วยกัน มีแผนธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้แบบ Passive income ที่ชัดเจน ธุรกิจประเภท MLM ถ้าเรามุ่งมั่น ทุ่มเท พยายาม สู้ไม่ถอย และไม่ยอมแพ้ เรามีโอกาสประสบความสำเร็จ มีรายได้แบบ Passive income อย่างแน่นอน เพราะมีหลายคนได้ลงมือทำ และพิสูจน์มาแล้ว

แต่การทำธุรกิจ MLM ต้องอาศัย ความอดทน ความพยายาม อยู่นานหลายปีพอสมควร ดังนั้นเราต้องคิดให้ดี ก่อนที่จะโดนเอาไปร่วมวง ตามหัวใจตัวเองว่าชอบไหม ถ้าชอบก็ไปต่อ ไปให้ถึงฝัน ไปให้โลกจดจำ ว่าเราคือหนึ่งคนที่มีรายได้แบบ Passive income

6.Passive income จากเว็บไซต์ขายโฆษณา

เราสามารถหารายได้แบบ Passive income จากการขายพื้นที่โฆษณาในเว็บไซต์ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่สามารถทำเงินได้หลายหมื่นบาทต่อเดือน หรือเป็นแสนบาทต่อเดือน เพียงแค่เราทำเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาดีๆ โดนๆ ทำให้ผู้ชมติดตามเรา แวะเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์เราทุกวัน

รับรองได้เลยว่าเราไม่ต้องไปประกาศขายโฆษณา กลับกันโฆษณาจะวิ่งเข้ามาหาเราเอง สุดท้ายเราก็จะมีรายได้แบบ Passive income จากการขายพื้นที่โฆษณาในเว็บไซต์แบบเดือนต่อเดือน

7.Passive income จากดอกเบี้ยออนไลน์

รายได้จาก Passive income ในรูปแบบนี้ ถ้าให้พูดตามตรง คือ การปล่อยกูยืมเงินนั้นเอง มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเงินต้นที่ออกดอกเบี้ยทุกๆ เดือน อย่างต่อเนื่อง เป็นช่องทางที่หลายคนนิยมมาก เพราะเป็นวิธีการใช้เงินต่อเงินแบบง่ายๆ แต่ได้กำไรเยอะ

Passive income ในช่องทางนี้ไม่ขอแนะนำ เพราะเป็น Passive income ที่ค่อนข้างจะมีแต่ปัญหาเข้ามาทุกๆ วัน หากเราไม่สามารถจัดการกับปัญหา และอุปสรรค์ต่างๆ นั้นได้ เราอาจเกิดความเครียดสะสมในร่างกายได้ จึงไม่มีต่อสุขภาพจิต และสุขภาพร่างกาย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับเราว่าเรามั่นใจในการจัดการทุกอย่าง ให้เป็นระบบได้หรือไม่ หรือเป็นแค่การให้เพื่อนๆ ยืมเงินเฉยๆ ไม่ว่าจะยังไง เราต้องเป็นคนตัดสินใจเองว่าควรให้ยืมหรือไม่ อย่างให้ใครมาบอกเรา หรือตัดสินใจแทนเอาในเรื่องเงินเด็ดขาด เพราะมันจะทำให้เงินของเราจนอยู่อย่างนั้น กว่าจะได้คืนมันต้องใช้เวลานานมาก

แนวทางการสร้าง Passive Income โดยใช้หลักดอกเบี้ยออนไลน์

รีวิวลงทุนหุ้นออนไลน์ Merchant shares ดอกเบี้ย 10-30% ต่อเดือน (Step by Step)

8.Passive income กำไรจากกิจการ

สั้นๆ ง่ายๆ เราสร้างกิจการขึ้นมาหนึ่งอย่าง จัดการให้ทุกอย่างเป็นระบบ มีพนักงานดูแลจัดการอย่างมั่นใจ แม้เราไม่ทำงาน พนักงานก็จัดการเองได้ สรุปคือ ตัวเราเองไม่ได้อยู่ในระบบของกิจการ ขาดเราไป กิจการก็เดินต่อได้ ดังนั้นรายได้ หรือกำไรจากกิจการในลักษณะอย่างนี้ จึงถือว่าเป็นรายได้แบบ Passive income เพราะแม้ว่าเราจะป่วย หรือไปเที่ยว รายได้จากตรงนี้ก็วิ่งเข้ากระเป๋าของเราอยู่ดี

ในทางกลับกัน หากในระบบของกิจการ ไม่สามารถขาดเราได้ ต้องมีเราดูแล ต้องมีเราเข้าไปจัดการ เพื่อให้กิจการมันเตอบโต เคลื่อนไปข้างหน้า รายได้ หรือกำไร จากกิจการจึงไม่ถือว่าเป็น Passive income

9.Passive income จากค่าเช่า

รายได้จากค่าเช่าถือเป็น Passive income ที่ดี อีกช่องทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าจาก การปล่อยเช่าที่ดิน ปล่อยเช่าบ้าน คอนโด อพาร์ทเมนท์ รถยนต์ มือถือ ตูเย็น พัดลม รองเท้า เสื้อผ้า  ยานอวกาศ

ถือเป็น Passive income ที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่สมัยก่อน เป็นรูปแบบที่ทำเงินได้ดี อย่างต่อเนื่อง หรือเป็นธุรกิจให้เช่าก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่า เราต้องทำทุกอย่างให้เป็นระบบ จากนั้นจ้างคนมาดูแลระบบ เพื่อที่จะให้ตัวเราเองออกจากระบบ เพราะถ้าเราทำเองทุกอย่าง มันจะไม่เรียกว่า Passive income แต่กลับกันมันจะกลายเป็นรายได้แบบ Active Income แทน

10.Passive income จากเงินปันผล

รายได้จากเงินปันผลนั้น ถือเป็น Passive income ที่ดีมากเหมือนกัน เงินปันผลเกิดจากการลงทุนของเรา ไม่ว่าจะเป็นการร่วมทุน รวมเป็นหุ้นส่วน ในการทำธุรกิจ การซื้อหุ้น หรืออื่นๆ ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแล้วสามารถออกดอกออกผลเป็นเงินปันผลให้เราได้ ตลอดในระยะเวลานาน

แนวทางลงทุนในกำลังขุด Bitcoin และรับปันผลทุกวัน

ขุดแล้วรวย! ลงทุนขุด bitcoin กับเหมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย hashbx

รายได้แบบ Passive income

เรื่องของรายได้แบบ Passive income นั้น กว่าเราจะได้รายได้ลักษณะนี้มา ต้องบอกว่ามันไม่ง่าย แต่มันก็ไม่ได้ยากเกินไปกว่ามนุษย์อย่างเรา เพียงแต่การจะได้รายได้แบบ Passive income นั้น ในระยะเริ่มต้องเราต้องเหนื่อยแบบ Active Income ให้มากๆ ก่อน จากนั้นค่อยเปลี่ยน  Active Income มาเป็น Passive income