แชร์เทคนิค เขียนบทความ ขายในเฟซบุ๊ค

สำหรับใครที่ต้องการเขียนบทความขายในกลุ่มเฟสบุ๊ค แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรให้งานเขียนขายได้ บอกเลยว่า คุณมาถูกทีแล้ว เพราะในบทความนี้จะแชร์เทคนิคเด็ดๆให้ทุกคนได้ทราบกันแบบไม่มีหมกเม็ด แต่ทั้งนี้ บทความที่ขายก็ต้องเป็นบทความที่มีคุณภาพและโดนใจผู้ซื้อกันด้วย ไม่อย่างนั้นงานเขียนคงขายไม่ออก ซึ่งจะมีอะไรกันบ้างนั้น ตามมาดูกันได้เลย

ต้องโดนใจผู้อ่าน – ผู้ซื้อ 

ผู้ซื้อเป็นลูกค้าคนสำคัญที่นักเขียนบทความ ควรใส่ใจ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะความชอบ เนื้อหาของบทความสำนวนที่ใช้ หรือเว็บไซต์ที่จะนำไปลง หากบทความถูกต้องตามหมวดหมู่และมีเนื้อหาที่เหมาะสมก็จะขายได้ง่ายๆ บางรายประกาศขายไม่ถึง 1 ชั่วโมงก็มีผู้มาติดต่อรับซื้อและขอให้เขียนเพิ่มเป็นจำนวนมาก ซึ่งใครที่อยากขายได้เร็วๆ แนะนำให้ดูว่า ผู้ประกาศซื้อบทความต้องการบทความประเภทใดและลองติดต่อกลับไปพร้อมแนบตัวอย่างไว้ก็สามารถทำได้เช่นกัน

ตั้งชื่อบทความให้โดน 

การเขียนบทความ จะขายได้หรือไม่ ส่วนหนึ่งอยู่ที่ชื่อเรื่อง ซึ่งถือเป็นด่านแรกที่ผู้ซื้อจะเห็นและให้ความสนใจ เพราะฉะนั้น ผู้ขายบทความควรตั้งชื่อบทความให้มีความน่าสนใจ ไม่สั้น ไม่ยาวจนเกินไป อาจจะมีตัวเลขด้วยยิ่งดี เพราะตามหลักจิตวิทยา ผู้อ่านมักชอบคลิกเข้าไปอ่านบทความที่ขึ้นต้นด้วยตัวเลขก่อนเสมอ เช่น 6 วิธี / 5 เทคนิค / 7 ข้อควร เป็นต้น ทั้งนี้ การตั้งชื่อต้องสอดคล้องกับเนื้อหาในบทความด้วย ซึ่งแต่ละคนมีเทคนิคและความชอบแตกต่างกัน ฝึกฝนบ่อยๆ รับประกันว่าเรื่องการตั้งชื่อจะดูง่ายไปเลย

ข้อควรรู้ การตั้งชื่อบทความทั่วไปกับบทความวิชาการ จะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง คือ บทความทั่วไป ควรตั้งชื่อให้กระชับ เข้าใจง่าย เห็นแล้วน่าคลิกเข้าไปอ่าน แต่สำหรับบทความวิชาการ ความสั้นยาว ไม่ใช่ประเด็น แต่หลักๆจะอยู่ที่หัวข้อที่ใช้ ต้องระบุชัดเจนว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร กรณีศึกษาเป็นอย่างไร ไทม์ไลน์ในช่วงไหน ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการตั้งชื่อบทความวิชาการ

เนื้อหาไม่ซ้ำ 

ผู้เขียนบทความควรทราบจุดเด่นว่า บทความของเราแตกต่างจากบทความของผู้เขียนท่านอื่นอย่างไร ตัวอย่างเช่น เป็นการเขียนที่ออกมาจากความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้หาข้อมูลมาจากที่ไหน เป็นการเขียนที่เกิดจากประสบการณ์ของผู้เขียนโดยตรง (อย่างในบทความนี้ก็ล้วนถ่ายทอดออกมาจากผู้เขียนทั้งสิ้น) หรือเป็นงานเขียนที่ค้นคว้าหาข้อมูลจากหลากหลายที่แล้วนำมาเรียบเรียงใหม่ทั้งหมด เป็นต้น การบอกจุดแข็งของบทความ จะทำให้ลูกค้าเข้าใจได้ง่ายว่า ตรงกับความต้องการหรือไม่และทำให้ขายได้ในเวลาอันรวดเร็ว

ไม่เขียนบทความมากเกินไป  

การเขียนบทความแล้วสต๊อกไว้ล๊อตใหญ่ๆ ไม่ค่อยเหมาะกับนักเขียนที่จะนำออกขายมากนัก เพราะทำให้ขายได้ยากและใช้เวลานาน แนะนำว่า ให้ขายประมาณ 5 – 10 บทความ เพราะสัมพันธ์กับราคาและกำลังซื้อของผู้ซื้อได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม การขายล๊อตใหญ่ๆเหมาะกับผู้ซื้อที่ติดต่อซื้อขายหรือสั่งบทความกับนักเขียนโดยตรง วิธีนี้จะทำให้ตัวนักเขียนเองไม่ต้องเสียเวลากับการขายมากนัก จะได้มีเวลาไปทุ่มเทให้กับการเขียนบทความมากขึ้น

อย่าลืมเข้ากรุ๊ปซื้อ – ขายบทความ  

จะขายบทความทั้งที ต้องไม่ลืมกรุ๊ปหรือเพจเหล่านี้ แต่เมื่อเข้าไปแล้ว แนะนำให้อ่านกฎ กติกา ข้อห้ามและสิ่งที่ทำได้ให้ครบถ้วน เพราะถ้าทำผิดกฎ ระวังจะปลิวไม่รู้ตัว นอกจากนี้ ควรดูลูกค้าหรือผู้ที่มาติดต่อซื้อบทความให้ละเอียดรอบคอบ เพราะบางครั้งก็มีมิจฉาชีพเข้ามาแอบแฝงขโมยผลงานเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ควรทำตัวอย่างหรือส่งมอบบทความให้อ่านบางพารากราฟเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและบทความของคุณเอง

คำแนะนำ หากใครที่ไม่ต้องการเข้ากรุ๊ปซื้อ – ขายบทความ ลองตั้งแฟนเพจแล้วนำบทความออกขายหรือรับออเดอร์จากลูกค้าและค่อยมาเขียนบทความก็สามารถทำได้เช่นกัน เป็นส่วนตัว รายได้ดี แถมไม่ต้องเสียค่านายหน้าอีกด้วย

ค่อยๆเรียนรู้และพัฒนา

ทุกๆวงการไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เข้ามาใหม่หรืออยู่มานานแล้ว ก็ต้องหมั่นพัฒนาทักษะของตนเองอยู่เสมอ วงการนักเขียนเองก็เช่นกัน ยิ่งสมัยนี้การแข่งขันในโลกออนไลน์ดุเดือดมาก นอกจากจะต้องทำบทความที่มีคุณภาพ โดดเด่น สดใหม่ไม่ซ้ำใครแล้ว นักเขียนบางรายต้องเขียนบทความกันแบบเรียลไทม์เพื่อแย่งพื้นที่สื่อเลยทีเดียว ดังนั้น การอัพเดทความรู้ใหม่ๆและรู้จักการเขียนที่หลากหลาย เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้นักเขียนบทความขายทุกคนอยู่รอด

คำแนะนำ จากการแข่งขันที่ดุเดือด ส่งผลให้ตลาดนักเขียนเกิดการกดราคาขายกันเอง ทำให้บทความมีราคาต่ำกว่ามาตรฐาน แถมคุณภาพยังต่ำลงตามไปด้วย เพราะฉะนั้น หากมั่นใจในฝีมือ มีประสบการณ์และรู้ว่าบทความของคุณมีดีจริง ลองตั้งเรทราคาที่สูงๆได้เลย หากงานมีคุณภาพ ต่อให้แพงกว่าราคามาตรฐาน ลูกค้าก็จะยอมจ่ายให้กับฝีมือของคุณเอง

สำหรับการเขียนบทความขายในเฟซบุ๊คก็เหมือนกับการขายสินค้าชนิดหนึ่ง แต่ผู้ซื้อไม่สามารถจับต้องได้ ดังนั้น ควรคำนึงถึงความต้องการและความชอบของผู้ซื้อเป็นหลัก การขายจะได้ง่ายขึ้น รวมถึงเนื้อหาของบทความต้องมีคุณภาพ สดใหม่ ไม่ซ้ำใคร เป็นที่พอใจของผู้ซื้อและอยากกลับมาซื้อซ้ำอยู่เสมอ คราวนี้ล่ะ…รายได้จากการเขียนบทความขาย จะไม่ใช่เรื่องฝันลมๆแล้งๆอีกต่อไป

 

7 ข้อห้ามทำ เมื่อรับเขียนบทความ

สมัยนี้การเขียนบทความได้รับความนิยมกันมาก เพียงแค่มีคอมพิวเตอร์ 1 เครื่องก็สามารถเป็นนักเขียนได้แล้ว ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ส่วนใหญ่ ผู้จ้างจะรู้จักนักเขียนผ่านสื่อ สิ่งพิมพ์เท่านั้น แต่ทว่า…ทุกอย่างก็เหมือนดาบสองคม เพราะด้วยความง่ายและสะดวกสบายของการมีเทคโนโลยี ทำให้เกิดนักเขียนขึ้นมามากมาย ทั้งนักเขียนที่มีคุณภาพและนักเขียนสมัครเล่นที่บางครั้งก็ทำให้วงการนี้เสื่อมเสียชื่อเสียงอยู่ไม่น้อย วันนี้ ในฐานะรุ่นพี่จึงขอพามาดู 7 ข้อห้ามทำ เมื่อรับเขียนบทความ มาฝากนักเขียนมือใหม่ทุกท่านกัน

ห้ามใช้ความคิดสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียว

แม้การใช้ความคิดสร้างสรรค์มาเขียนลงในบทความจะเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้บทความมีความสดใหม่และน่าค้นหา อย่างไรก็ตาม มีบทความบางประเภทที่นักเขียนไม่สามารถใช้เพียงความคิดสร้างสรรค์ได้ นั่นคือ บทความวิชาการ เพราะบทความประเภทนี้ จำเป็นต้องใช้แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือและถูกต้อง นำมาเขียนลงในบทความ เพื่อให้ดูมีน้ำหนักและสามารถนำไปเผยแพร่ได้ โดยที่ไม่ส่งผลเสียต่อผู้อ่านที่จะนำไปใช้ต่อ แต่ที่สำคัญคือ อย่าลืมให้เครดิตของแหล่งข้อมูลที่นำมาด้วย นั่นจึงเป็นการเขียนบทความวิชาการที่ดี

ข้อแนะนำ การเขียนบทความวิชาการ มีความยากและใช้คำศัพท์ที่เป็นทางการ ดังนั้น ก่อนนักเขียนจะรับงาน ควรไตร่ตรองให้ดีก่อนว่า บทความประเภทนี้ เรามีความถนัดหรือไม่ เพราะต้องหาข้อมูลและนำมาวิเคราะห์อย่างละเอียดรอบคอบ ซึ่งซับซ้อนกว่าบทความทั่วไปมาก จึงทำให้งานเขียนประเภทนี้มีราคาแพงและหานักเขียนมารับงานได้ยากกว่างานเขียนแบบอื่นๆ

ห้ามใช้ประโยคฟุ่มเฟือยและไร้ความหมาย

การเขียนบทความที่มีคุณภาพ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ประโยคที่ดูไร้ความหมายหรือไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในบทความ เพราะจะทำให้ผู้อ่านงงและรู้สึกเบื่อหน่ายเอาได้ โดยเฉพาะบทนำ ซึ่งเป็นพารากราฟแรกที่ผู้อ่านทุกคนจะเห็น การเกริ่นบทนำ ควรบ่งบอกถึงเนื้อหาคร่าวๆที่อยู่ในบทความพร้อมปิดท้ายด้วยประโยคที่เชิญชวนให้เข้ามาอ่าน เรียกง่ายๆก็เหมือน สะพานสู่เนื้อหาถัดไป ดังนั้น หากมีบทนำที่ดี ก็เหมือนมีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว

ห้าม Copy

เชื่อว่าผู้จ้างและคนในวงการนักเขียนหลายคน คงเคยประสบปัญหานี้กันนับครั้งไม่ถ้วน เมื่อเจอนัก Copy สวมรอยใช้บทความของคุณทำมาหากิน หากบทความนั้นเป็นบทความที่อ่านแล้วนำมาจับใจความใหม่ ผู้จ้างหลายท่านยังรับได้ แต่บางรายก็ Copy วางโดยที่ไม่แก้ไขอะไรเลย ตั้งแต่ชื่อเรื่องจนถึงบทสรุป แถมยังไม่ให้เครดิตอีกต่างหาก ใครที่ยังทำแบบนี้ แนะนำให้เลิกซะเถอะ เพราะนอกจากไม่ส่งผลดีต่อตัวคุณเองแล้ว ยังสร้างความเสื่อมเสียให้กับวงการนักเขียนอีกด้วย

ห้ามนำบทความไป Reuse

เรียกง่ายๆก็คือ การนำกลับมาใช้ใหม่นั่นเอง ตัวอย่างเช่น เมื่อเขียนส่งให้ผู้จ้างอีกคนไปแล้ว ก็นำบทความฉบับเดิมขายต่อให้กับผู้จ้างรายอื่น หรือ บางคนก็นำบทความที่เขียนส่งให้ลูกค้าไปอัพเดทในเว็บไซต์ของตนเองก็มี พฤติกรรมแบบนี้ ส่งผลเสียต่อวงการนักเขียนบทความอย่างมาก เพราะนอกจากจะทำให้ลูกค้าไม่เชื่อใจนักเขียนคนอื่นๆไปด้วยแล้ว ยังส่งผลให้ตัวคุณเองกลายเป็นนักเขียนที่ไม่มีคุณภาพและอาจโดนประจานผ่านโซเชียลมีเดียทำให้เสียชื่อเสียงอีกก็เป็นได้

เก็บเงิน แต่ไม่ส่งบทความ 

วงการนี้บางครั้งมิจฉาชีพก็มาในคราบของผู้จ้าง อยากได้บทความ แต่ก็ไม่อยากจ่ายเงิน ทำให้นักเขียนส่วนใหญ่จำเป็นต้องเก็บเงินผู้จ้างเพื่อความปลอดภัยของนักเขียนก่อน อย่างน้อยก็มั่นใจว่า เมื่อทำเสร็จ ลูกค้าจะไม่หนีหายไปไหน แต่ในทางกลับกัน มีนักเขียนส่วนหนึ่งที่เก็บเงินจากผู้จ้างไปแล้ว กลับหายไปกับสายลม ทำให้ผู้จ้างหลายคนต้องหัวเสียและหวาดระแวง จนไม่ยอมจ่ายเงินให้กับนักเขียนคนอื่นๆก่อน ทำให้นักเขียนฝีมือดีบางรายต้องเสี่ยงกับการเขียนบทความฟรี เสียเวลา เสียความรู้สึกแถมยังไม่ได้เงินอีกต่างหาก

ห้ามลืมบทสรุป 

การเขียนบทความ บทสรุปของเนื้อหาเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ไม่ควรลืม แต่ก็มีนักเขียนหลายคนมักหลงลืมส่วนนี้ไป ทั้งๆที่เป็นพารากราฟสำคัญที่ตัวนักเขียนสามารถแสดงความคิดเห็นออกมาได้อย่างเต็มที่ แต่ทั้งนี้ ต้องไม่ใช่การเสนอความคิดใหม่หรือพูดซ้ำกับสิ่งที่ได้กล่าวมาแล้วในเนื้อหา เพราะจะดูจำเจและฟุ่มเฟือยเกินไป แต่ควรเป็นการสร้างความประทับด้วยการทิ้งข้อคิด / คำคม / ประโยคเห็นด้วยหรือประโยคปิดท้ายให้ผู้อ่านได้คิดตามจะดีที่สุด

ห้ามตัดต่อบทความ  

คล้ายๆกับการ Copy แต่อันนี้จะอัพเกรดการตรวจสอบที่ยากขึ้นมาหน่อย เพราะเป็นการคัดลอกหัวข้อย่อยๆ ของบทความประมาณ 3 – 4 บทความแล้วนำมายำรวมกัน ทำให้กลายเป็นบทความใหม่ขึ้นมา ขอบอกไว้ก่อนว่า การทำแบบนี้โปรแกรมตรวจสอบการคัดลอก อาจไม่สามารถตรวจสอบได้ แต่ผู้อ่านหรือผู้ที่เขียนบทความนั้นๆขึ้นมา ย่อมจำได้อย่างแน่นอน ว่าพารากราฟนี้เป็นของเรา เพราะบทความก็เหมือนลายเซ็นที่ต่อให้ดัดแปลงอย่างไร เจ้าของลายเซ็นก็ย่อมรู้อยู่ดี เพราะฉะนั้น เลิกพฤติกรรมเช่นนี้ดีกว่า ก่อนจะถูกฟ้องร้องเอาได้

สุดท้ายนี้ การเขียนบทความไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่หมั่นพัฒนาตนเอง อัพเดทข่าวสารและความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอ เพียงเท่านี้ผู้จ้างหลายท่านก็ไม่หนีหายไปไหนแล้ว แต่สิ่งสำคัญคือ ความซื่อสัตย์ที่มีให้กับลูกค้า คุณสามารถทำให้ได้หรือเปล่า…