7 ข้อห้ามทำ เมื่อรับเขียนบทความ

สมัยนี้การเขียนบทความได้รับความนิยมกันมาก เพียงแค่มีคอมพิวเตอร์ 1 เครื่องก็สามารถเป็นนักเขียนได้แล้ว ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ส่วนใหญ่ ผู้จ้างจะรู้จักนักเขียนผ่านสื่อ สิ่งพิมพ์เท่านั้น แต่ทว่า…ทุกอย่างก็เหมือนดาบสองคม เพราะด้วยความง่ายและสะดวกสบายของการมีเทคโนโลยี ทำให้เกิดนักเขียนขึ้นมามากมาย ทั้งนักเขียนที่มีคุณภาพและนักเขียนสมัครเล่นที่บางครั้งก็ทำให้วงการนี้เสื่อมเสียชื่อเสียงอยู่ไม่น้อย วันนี้ ในฐานะรุ่นพี่จึงขอพามาดู 7 ข้อห้ามทำ เมื่อรับเขียนบทความ มาฝากนักเขียนมือใหม่ทุกท่านกัน

ห้ามใช้ความคิดสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียว

แม้การใช้ความคิดสร้างสรรค์มาเขียนลงในบทความจะเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้บทความมีความสดใหม่และน่าค้นหา อย่างไรก็ตาม มีบทความบางประเภทที่นักเขียนไม่สามารถใช้เพียงความคิดสร้างสรรค์ได้ นั่นคือ บทความวิชาการ เพราะบทความประเภทนี้ จำเป็นต้องใช้แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือและถูกต้อง นำมาเขียนลงในบทความ เพื่อให้ดูมีน้ำหนักและสามารถนำไปเผยแพร่ได้ โดยที่ไม่ส่งผลเสียต่อผู้อ่านที่จะนำไปใช้ต่อ แต่ที่สำคัญคือ อย่าลืมให้เครดิตของแหล่งข้อมูลที่นำมาด้วย นั่นจึงเป็นการเขียนบทความวิชาการที่ดี

ข้อแนะนำ การเขียนบทความวิชาการ มีความยากและใช้คำศัพท์ที่เป็นทางการ ดังนั้น ก่อนนักเขียนจะรับงาน ควรไตร่ตรองให้ดีก่อนว่า บทความประเภทนี้ เรามีความถนัดหรือไม่ เพราะต้องหาข้อมูลและนำมาวิเคราะห์อย่างละเอียดรอบคอบ ซึ่งซับซ้อนกว่าบทความทั่วไปมาก จึงทำให้งานเขียนประเภทนี้มีราคาแพงและหานักเขียนมารับงานได้ยากกว่างานเขียนแบบอื่นๆ

ห้ามใช้ประโยคฟุ่มเฟือยและไร้ความหมาย

การเขียนบทความที่มีคุณภาพ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ประโยคที่ดูไร้ความหมายหรือไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในบทความ เพราะจะทำให้ผู้อ่านงงและรู้สึกเบื่อหน่ายเอาได้ โดยเฉพาะบทนำ ซึ่งเป็นพารากราฟแรกที่ผู้อ่านทุกคนจะเห็น การเกริ่นบทนำ ควรบ่งบอกถึงเนื้อหาคร่าวๆที่อยู่ในบทความพร้อมปิดท้ายด้วยประโยคที่เชิญชวนให้เข้ามาอ่าน เรียกง่ายๆก็เหมือน สะพานสู่เนื้อหาถัดไป ดังนั้น หากมีบทนำที่ดี ก็เหมือนมีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว

ห้าม Copy

เชื่อว่าผู้จ้างและคนในวงการนักเขียนหลายคน คงเคยประสบปัญหานี้กันนับครั้งไม่ถ้วน เมื่อเจอนัก Copy สวมรอยใช้บทความของคุณทำมาหากิน หากบทความนั้นเป็นบทความที่อ่านแล้วนำมาจับใจความใหม่ ผู้จ้างหลายท่านยังรับได้ แต่บางรายก็ Copy วางโดยที่ไม่แก้ไขอะไรเลย ตั้งแต่ชื่อเรื่องจนถึงบทสรุป แถมยังไม่ให้เครดิตอีกต่างหาก ใครที่ยังทำแบบนี้ แนะนำให้เลิกซะเถอะ เพราะนอกจากไม่ส่งผลดีต่อตัวคุณเองแล้ว ยังสร้างความเสื่อมเสียให้กับวงการนักเขียนอีกด้วย

ห้ามนำบทความไป Reuse

เรียกง่ายๆก็คือ การนำกลับมาใช้ใหม่นั่นเอง ตัวอย่างเช่น เมื่อเขียนส่งให้ผู้จ้างอีกคนไปแล้ว ก็นำบทความฉบับเดิมขายต่อให้กับผู้จ้างรายอื่น หรือ บางคนก็นำบทความที่เขียนส่งให้ลูกค้าไปอัพเดทในเว็บไซต์ของตนเองก็มี พฤติกรรมแบบนี้ ส่งผลเสียต่อวงการนักเขียนบทความอย่างมาก เพราะนอกจากจะทำให้ลูกค้าไม่เชื่อใจนักเขียนคนอื่นๆไปด้วยแล้ว ยังส่งผลให้ตัวคุณเองกลายเป็นนักเขียนที่ไม่มีคุณภาพและอาจโดนประจานผ่านโซเชียลมีเดียทำให้เสียชื่อเสียงอีกก็เป็นได้

เก็บเงิน แต่ไม่ส่งบทความ 

วงการนี้บางครั้งมิจฉาชีพก็มาในคราบของผู้จ้าง อยากได้บทความ แต่ก็ไม่อยากจ่ายเงิน ทำให้นักเขียนส่วนใหญ่จำเป็นต้องเก็บเงินผู้จ้างเพื่อความปลอดภัยของนักเขียนก่อน อย่างน้อยก็มั่นใจว่า เมื่อทำเสร็จ ลูกค้าจะไม่หนีหายไปไหน แต่ในทางกลับกัน มีนักเขียนส่วนหนึ่งที่เก็บเงินจากผู้จ้างไปแล้ว กลับหายไปกับสายลม ทำให้ผู้จ้างหลายคนต้องหัวเสียและหวาดระแวง จนไม่ยอมจ่ายเงินให้กับนักเขียนคนอื่นๆก่อน ทำให้นักเขียนฝีมือดีบางรายต้องเสี่ยงกับการเขียนบทความฟรี เสียเวลา เสียความรู้สึกแถมยังไม่ได้เงินอีกต่างหาก

ห้ามลืมบทสรุป 

การเขียนบทความ บทสรุปของเนื้อหาเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ไม่ควรลืม แต่ก็มีนักเขียนหลายคนมักหลงลืมส่วนนี้ไป ทั้งๆที่เป็นพารากราฟสำคัญที่ตัวนักเขียนสามารถแสดงความคิดเห็นออกมาได้อย่างเต็มที่ แต่ทั้งนี้ ต้องไม่ใช่การเสนอความคิดใหม่หรือพูดซ้ำกับสิ่งที่ได้กล่าวมาแล้วในเนื้อหา เพราะจะดูจำเจและฟุ่มเฟือยเกินไป แต่ควรเป็นการสร้างความประทับด้วยการทิ้งข้อคิด / คำคม / ประโยคเห็นด้วยหรือประโยคปิดท้ายให้ผู้อ่านได้คิดตามจะดีที่สุด

ห้ามตัดต่อบทความ  

คล้ายๆกับการ Copy แต่อันนี้จะอัพเกรดการตรวจสอบที่ยากขึ้นมาหน่อย เพราะเป็นการคัดลอกหัวข้อย่อยๆ ของบทความประมาณ 3 – 4 บทความแล้วนำมายำรวมกัน ทำให้กลายเป็นบทความใหม่ขึ้นมา ขอบอกไว้ก่อนว่า การทำแบบนี้โปรแกรมตรวจสอบการคัดลอก อาจไม่สามารถตรวจสอบได้ แต่ผู้อ่านหรือผู้ที่เขียนบทความนั้นๆขึ้นมา ย่อมจำได้อย่างแน่นอน ว่าพารากราฟนี้เป็นของเรา เพราะบทความก็เหมือนลายเซ็นที่ต่อให้ดัดแปลงอย่างไร เจ้าของลายเซ็นก็ย่อมรู้อยู่ดี เพราะฉะนั้น เลิกพฤติกรรมเช่นนี้ดีกว่า ก่อนจะถูกฟ้องร้องเอาได้

สุดท้ายนี้ การเขียนบทความไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่หมั่นพัฒนาตนเอง อัพเดทข่าวสารและความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอ เพียงเท่านี้ผู้จ้างหลายท่านก็ไม่หนีหายไปไหนแล้ว แต่สิ่งสำคัญคือ ความซื่อสัตย์ที่มีให้กับลูกค้า คุณสามารถทำให้ได้หรือเปล่า…

แชร์วิธีหาไอเดีย เขียนบทความ 2017

เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีปัญหาเวลาที่เขียนบทความแล้วเกิดขาดไอเดียขึ้นมา จนไม่รู้ว่าจะเขียนอย่างไร จบอย่างไร เกริ่นนำยังไง ซึ่งผู้เขียนเองก็เคยประสบกับปัญหานี้มาก่อน โดยเฉพาะบทความเฉพาะทางที่บางครั้งก็ไม่สามารถค้นหาได้ง่ายๆทางอินเตอร์เน็ตหรือในหนังสือ วันนี้ เพื่อลดปัญหาสมองตีบตัน ผู้เขียนจึงขอมาแชร์วิธีหาไอเดียดีๆในการเขียนบทความมาฝากผู้อ่านทุกท่านกัน รับรองว่าใครที่เจอกับปัญหานี้อยู่ บทความนี้จะช่วยคุณได้อย่างแน่นอน

หาไอเดียจากการเขียน Mind Map

เวลาคิดอะไรได้ให้เขียนออกมา แล้วลองนำมาเชื่อมโยงกันดู แม้บางอย่างจะยังไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาโดยตรง แต่ควรนำมาไว้ใน Mind Map ก่อน ไม่แน่ว่าเวลาที่เขียนอาจเกิดการเชื่อมโยงไอเดียดีๆอีกก็ได้ ตัวอย่างเช่น ครั้งแรกที่ผู้เขียนได้รับคีย์เวิร์ด “ลดความอ้วน” ในตอนแรกก็เขียนได้ลื่นไหล แต่เมื่อผ่านไปสัก 20 บทความก็เริ่มหมดมุก จนต้องหันไปพึ่งเจ้า Mind Map โดยใช้คำว่า “ขมิ้น” เมื่อหาข้อมูลก็พบว่าสมุนไพรตัวนี้เป็นอีกตัวช่วยหนึ่งในการลดความอ้วนได้อย่างดี แถมยังไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายอีกด้วย

จนกระทั่งได้บทความใหม่ที่มีชื่อว่า “ขมิ้น สูตรเด็ดลดความอ้วน” นั่นเอง เห็นหรือยังว่าการร่าง Mind Map เพื่อเขียนบทความไม่ใช่เรื่องยาก แถมได้ไอเดียดีๆเพิ่มขึ้นอีกตั้งหาก ใครที่หัวสมองเกิดตีบตันขึ้นมาก็ลองนำไปปรับใช้กันดู เชื่อว่าการใช้ Mind Map จะเป็นประโยชน์กับนักเขียนหลายคน รวมถึงนักเรียน นักศึกษาไม่มากก็น้อย เพราะได้รับการยืนยันจากผลการวิจัยมาแล้วว่าการทำงานด้วยการใช้ Mind Map จะช่วยสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆและกระตุ้นความจำของผู้ใช้งานได้อย่างดี

หาไอเดียเขียนบทความจาก facebook

เป็นหนึ่งในข้อมูลชั้นดีของการเขียนบทความ เพราะใน facebook จะเต็มไปด้วยความคิด คำคม ข้อมูล รวมทั้งเนื้อหาใหม่ๆของข่าวสารมาอัพเดทกันแบบเรียลไทม์ เพียงแค่ขยันอ่านและลองจดคำคม ความคิดมาใช้ (แต่ต้องไม่ลืมให้เครดิตเจ้าของโพสต์ด้วย) หรืออาจจะหาข้อมูลเพิ่มเติมในโซเชียลมิเดียนี้ แล้วนำมาต่อยอดความคิด สร้างสรรค์งานเขียนออกมาก็สามารถทำได้เช่นกัน วันไหนที่หมดมุกในการเขียนบทความ ลองเปิด facebook ดู นอกจากจะมีไอเดียดีๆในการเขียนแล้ว ยังช่วยผ่อนคลายจากการทำงานอีกด้วย

อ่านหนังสือ / นิตยาสาร เพิ่มคลังความรู้ให้สมอง  

การเขียนบทความไม่ใช่งานง่ายๆที่ใครก็สามารถทำได้ เพราะทุกๆถ้อยคำที่ได้ร้อยเรียงออกมา กว่าจะได้แต่ละบทต้องใช้พลังงานและสมองค่อนข้างเยอะ ยิ่งเจอบทความวิจัยหรือบทความวิชาการด้วยแล้ว บอกเลยว่า นักเขียนคนไหนที่ไม่ถนัดการเขียนบทความประเภทนี้จะปฏิเสธทันที เนื่องจากเป็นงานที่ต้องใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญในระดับหนึ่ง จึงสามารถทำบทความเหล่านี้ออกมาได้อย่างมีคุณภาพ แต่ถ้าหากได้โจทย์ที่ท้าทายแบบนี้บ่อยๆ สิ่งหนึ่งที่นักเขียนควรทำคือ การอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มคลังความรู้ให้กับสมอง

ตัวอย่างเช่น หากได้รับคีย์เกี่ยวกับ “การลงทุน” บ่อยๆ แนะนำให้หาหนังสือพิมพ์ด้านเศรษฐกิจหรือหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนของนักลงทุนชื่อดังอย่าง Philip Arthur Fisher, Benjamin Graham, Paul Samuelson, Warren Buffett มาลองอ่านดู ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเป็นอาหารสมองของนักเขียน แถมยังเพิ่มพูนความรู้ไปในตัวอีกด้วย ไม่แน่ว่านอกจากจะได้ไอเดียใหม่ๆในการเขียนบทความด้านเศรษฐกิจและการลงทุนแล้ว อาจจะได้เป็นนักลงทุนอีกด้วยก็ได้ ใครจะไปรู้

หาข้อมูลจาก Google 

แน่นอนว่านักเขียนบทความทุกคนต้องเคยหาไอเดียและข้อมูลจาก Google เพราะเป็นช่องทางที่ง่าย สะดวกและมีคลังความรู้ให้ได้ค้นหาอีกเพียบ เพียงแค่นำคีย์เวิร์ดของบทความพิมพ์ลงใน Google หาข้อมูลจากหลายๆเว็บไซต์ แล้วคิดดูว่ามีอะไรบ้างที่ยังไม่มีคนนำมาเขียน มีเรื่องอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดแล้วคนมองข้าม มีอะไรบ้างที่น่าสนใจแต่ยังไม่อยู่ในคลังข้อมูลของ Google และลองนำมาร้อยเรียงเป็นบทความของตนเอง ใส่ไอเดียและแนวคิดของคุณลงไป เพียงเท่านี้ก็จะได้งานเขียนที่เป็นของตัวคุณเองแล้ว

ปิดเครื่องมือสื่อสาร

นักเขียนบทความหลายคนคงประสบปัญหา เขียนอยู่ดีๆก็ชักคันไม้คันมืออยากเล่นไลน์ อยากเล่น ROV อยากเข้าไปเช็ค facebook ทำให้งานเขียนที่กำลังเป็นรูปเป็นร่างเกิดสะดุด สำหรับใครที่กำลังเผชิญกับปัญหานี้ แนะนำให้ปิดเครื่องมือสื่อสารและลงมือเขียนบทความอย่างจริงจัง หรือ ในกรณีที่มีลูกค้าโทรมา แนะนำให้ชี้แจงไปว่าสะดวกคุยงานกี่โมง ว่างเมื่อไร ลูกค้าจะได้ไม่รอเก้อและไม่ต้องเสียลูกค้าไปอีกด้วย วิธีนี้ ผู้เขียนทำแล้ว มีสมาธิในการเขียนงานและได้ผลมาก ใครที่กำลังประสบปัญหานี้อยู่ก็ลองนำไปปรับใช้กันดู

ทั้งหมดที่แนะนำในข้างต้น สามารถทำได้จริงและได้ผลมาแล้ว แต่สำหรับบางคนที่อาจจะใช้ไม่ได้ผลก็ลองออกไปเดินเล่น เที่ยวห้างสรรพสินค้าสักวัน เพื่อให้สมองปลอดโปร่งแล้วกลับมานั่งเขียนบทความอีกครั้ง ไม่แน่ว่าอาจจะได้ไอเดียดีๆกลับมาหลังจากพักผ่อนแล้วก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือ การเขียนบทความ เป็นงานที่ต้องใช้สมาธิและพลังงานสมองสูง หากหักโหมทำงานทุกวัน ไม่พักผ่อน อาจจะเกิดผลกระทบกับร่างกายในระยะยาวได้ ดังนั้น ถ้าไม่อยากนำเงินที่ได้ไปให้หมอ ก็อย่าลืมรักษาสุขภาพกายและใจให้ดีกันด้วย