รู้จักกับ…งานออนไลน์ อาชีพเสริมที่หลายคนมองข้าม

การทำงานผ่านเน็ตอีกรูปแบบหนึ่งที่เราอยากจะมาแนะนำในวันนี้ให้ทุกคนได้รู้จัก โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำใหม่ๆ ไม่กล้าเสี่ยง ไม่มีเงินลงทุน มารู้จักกับการทำงานแบบ Drop Shipping กันดีกว่า เพราะการทำงานผ่านเน็ตหรือจะเรียกว่าขายของผ่านเน็ตก็ได้ รูปแบบนี้ไม่มีความยากอะไรเลย แต่อาศัยอัพเดทข้อมูลบ่อยๆและที่สำคัญคือ อึด ถึก ทน เท่านั้นเอง

งาน Drop Shipping  จะต่างจากการขายของออนไลน์ตรงที่การขายของแบบ Drop Ship คุณไม่จำเป็นต้องสั่งซื้อสินค้ามาสต็อกเก็บเอาไว้ เพียงแต่คุณจะต้องติดต่อกับเจ้าของสินค้าที่มีการเปิดรับตัวแทน Drop Ship ซึ่งหาได้ไม่ยากเลย เพราะปัจจุบันมีอยู่เยอะมากและเป็นที่นิยมกันอีกด้วย ทางเจ้าของสินค้าจะทำการจัดเตรียมรายละเอียดของสินค้าว่ามีขนาดเท่าไร คุณสมบัติเป็นอย่างไร ราคาเท่าไร รวมทั้งรูปภาพของสินค้าและยินยอมให้นำไปลงในเว็บไซต์ของคุณ เปรียบเสมือนกับคุณเป็นเจ้าของสินค้าเองเพียงแต่ไม่มีการสต๊อกของเอาไว้เท่านั้น โดยการทำงานในรูปแบบนี้จะได้เงินจากการแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ตามที่ได้ตกลงกับเจ้าของสินค้าเอาไว้  โดยสรุปแล้ว งานผ่านเน็ตที่เป็นการขายสินค้าออนไลน์นั้นจะมีทั้งหมด 3 รูปแบบคือ

  • กรณีที่คุณมีตัวสินค้าและเป็นผู้ผลิตสินค้าเองหรืออาจจะรับมาจากที่อื่น โดยต้องเก็บสต็อกสินค้าเอง
  • คุณถ่ายรูปของสินค้า ลงรายละเอียดในเว็บร้านค้าออนไลน์ของคุณ จัดการเองหมดทุกอย่าง ตั้งแต่รับ Order รับเงินจากลูกค้าและแพ็กของส่งให้กับลูกค้า
  • ขายแบบ Drop Ship ซึ่งคุณสามารถติดต่อเป็นตัวแทน Drop Ship กับเจ้าของสินค้าได้ โดยทำได้ 2 วิธีคือ
  1. หาเจ้าของ Drop Ship ทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะต้องทำการค้นหาเจ้าของสินค้าและบริการที่มีการเปิดให้สมัครตัวแทนจำหน่าย ปัจจุบันมีอยู่เยอะมาก คุณสามารถค้นหาได้ทาง Google โดยค้น คำว่า “ตัวแทนจำหน่ายแบบไม่สต็อกของ”  โดยเจ้าของสินค้านั้น ๆ จะยินยอมให้คุณนำเอารูปภาพของสินค้าและรายละเอียดข้อมูลของสินค้าไปใช้ในเว็บไซต์ของคุณเพื่อเป็นการโปรโมทสินค้า   เมื่อมีลูกค้าสนใจจะสั่งซื้อ คุณก็จะได้รับค่าคอมมิชชั่นตามเงื่อนไขของเจ้าของสินค้าที่ได้ตกลงกันเอาไว้ หากใครสนใจสามารถค้นหาเจ้าของสินค้าที่เปิดรับตัวแทน Drop Ship ได้ทางเว็บไซต์ Drop Ship.com
  2. หาเจ้าของ Drop Ship ในพื้นที่ของคุณ หากในถิ่นที่อยู่อาศัยมีสินค้าที่น่าสนใจที่คุณคิดว่า หากขายทางอินเทอร์เน็ต มันน่าจะขายได้แน่ เราแนะนำว่าให้ลองใช้การเจรจาและความกล้าเข้าไป คุยกับเจ้าของสินค้าว่ามีความสนใจในตัวสินค้าหรือบริการของเขา และต้อการนำไปขยายตลาดทางอินเทอร์เน็ต โดยจะขอถ่ายรูปตัวสินค้าและขอรายละเอียดข้อมูลของสินค้าเพื่อไปลงเว็บไซต์ เมื่อมี ลูกค้าติดต่อเข้ามาทางอินเทอร์เน็ต คุณก็ค่อยมาซื้อสินค้าจากเจ้าของจัดส่งไปยังลูกค้าทางอินเทอร์เน็ตของคุณอีกที

ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็ไม่ทราบว่า ความชอบของแต่ละคนเป็นอย่างไร จึงไม่สามารถแนะนำได้ว่า ควรนำอะไรมาวางขายบนเว็บไซต์ของคุณดี แต่สินค้าหลักที่มักวางขายกันเกลือนกราด ก็จะมี เสื้อผ้า กระเป๋า ครีมบำรุงผิว รองเท้า ซึ่งตลาดเหล่านี้จะมีการแข่งขันกันค่อนข้างสูงอยู่แล้ว หาก นำมาลงขายอาจไม่ได้กำไรเท่าที่ควร ถ้าจะให้แนะนำลองขายเป็นสินค้า Handmade ที่เป็นของหา ยากหรือใช้วัสดุจากธรรมชาติจะดีกว่า เพราะเป็นที่นิยมมากในหมู่ชาวต่างชาติและชาวฮิปเตอร์ ขาย  ง่าย กำไรดี (เพียงแต่ต้องเก่งภาษาอังกฤษสักหน่อย) ส่วนกรณีเจ้าของสินค้าจะยินยอมให้คุณ ถ่ายภาพของสินค้าได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการเจรจาของแต่ละคน

สำหรับข้อดี – ข้อเสียของงานผ่านเน็ตอย่าง Drop Shipping เท่าที่ผู้เขียนไก้ทำการรวบรวมมามีดังต่อไปนี้   

ข้อดีคือ

  • ระบบ Dropship partner มีความเป็นมืออาชีพ เพราะระบบช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขาย เนื่องจากมีรายละเอียดข้อมูลของสินค้าครบถ้วน, รูปภาพที่มีคุณภาพตามความต้องการ แม้บางครั้งกำไรอาจน้อยไปบ้าง แต่ถ้าหากสินค้า – บริการมีคุณภาพจริง ลูกค้ามาซื้อเรื่อยๆไม่ขาดมือ ก็ย่อมคุ้มค่ากว่าสินค้าที่ กำไรเยอะ แต่ลูกค้ามาซื้อครั้งเดียวแล้วหายไปอย่างแน่นอน
  • การอัพเดตข้อมูลและจำนวนของสินค้าที่พร้อมขายอยู่เสมอ เพราะปัญหาหนึ่งที่คนทำ Dropship เจอเหมือนกันหมดคือ ได้ออเดอร์แต่กลับไม่มีของส่ง หากคุณเป็นผู้ขายสินค้าบน Amazon แล้วละก็…กรณีนี้ถือว่ารุนแรงมาก ขนาดที่ต้องเรียกประชุมเพื่อรับทราบปัญหากันเลยทีเดียว
  • ระบบการจัดขนส่งสินค้าที่ชัดเจนมากและสามารถติดตามได้ การทำงานผ่านเน็ตอย่างการขายสินค้าออนไลน์ สิ่งหนึ่งที่หลายๆ คนมักมองข้ามคือ เรื่องของการจัดส่งสินค้า เพราะคุณภาพและความรวดเร็วในการขนส่งสินค้า สามารถเป็นตัวชี้วัดความพึงพอใจของลูกค้าได้มากเลยทีเดียวและเพิ่มอัตราการกลับมาซื้อซ้ำได้อีกด้วย (ในกรณีนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ Drop Shipping เท่านั้น แต่สามารถใช้ได้กับงานทุกงาน โดยเฉพาะงานบนโลกออนไลน์ที่ความเร็วเป็นสิ่งสำคัญในการเลือกซื้อสินค้าของลูกค้า อย่าลืมว่า…ไม่ได้มีแค่ คุณที่ขายอยู่คนเดียว)
  • นโยบายการคืนเงินและการคืนสินค้า (Return and Refund policy) ในสินค้าหลายๆ ประเภท ไม่ว่า จะเป็น จิวเวอร์รี่, เครื่องประดับราคาแพง โทรศัพท์มือถือและเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ จำเป็นต้องมีการทดสอบก่อนการจัดส่งว่าใช้งานได้จริงหรือไม่ แถมนโยบายในบางเว็บไซต์ยังให้สิทธิลูกค้าในการส่งของคืน แลกเปลี่ยนตัวสินค้าที่พบว่ามีการชำรุดในภายหลังหรือยกเลิกสินค้าได้ในกรณีที่ไม่พอใจในตัวสินค้านั้นๆ เช่น อาจไม่เหมือนในรูป ไม่เหมือนกับที่แจ้งในรายละเอียดข้อมูลของสินค้าเอาไว้ กรณีที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ การขายของใน Amazon
  • เป็นการทำงานผ่านเน็ตที่ไม่ต้องลงทุนและไม่มีค่าบริการ อีกทั้งยังมีสินค้าในโลกนี้ให้เลือกมากมาย เพียงแค่มีวิธีการขายที่โดดเด่น คุณก็สามารถทำยอดขายได้แล้ว เผลอๆอาจจะมากกว่าร้านค้าที่มีการสต็อก สินค้าจริงไว้ด้วยซ้ำ แถมเป็นการหารายได้เสริมยอดนิยมอีกด้วย
  • การที่ไม่มีสินค้านั้นๆไว้ในมือ ก็เปรียบเสมือนกับการลดปริมาณพื้นที่ในบ้านหรือร้านของคุณเอง โดยที่ไม่ต้องเผื่อที่ไว้เก็บของหรือต้องมานั่งกังวลเรื่องของสัตว์แมลงที่อาจทำให้สินค้าอีก (ยิ่งช่วงนี้มีข่าว  ปลอก แมลง หลงฤดูค่อนข้างเยอะ พ่อค้า แม่ค้าหลายคนจึงต้องระวังให้มากๆ แต่หากทำงานด้วยการ Drop Shipping ก็หายห่วงไร้กังวลไปได้เลย)
  • ข้อมูลทุกอย่างสามารถได้จากผู้ให้บริการหรือเจ้าของสินค้า รวมไปถึงรูปภาพที่คุณไม่ต้องถ่ายเอง ให้เสียเวลา ยิ่งหากเป็นคนไม่ถนัดเรื่องการถ่ายรูปด้วยแล้ว อาจทำให้ภาพสินค้าที่ออกมา เสียหายจนไม่มีใคร อยากซื้อสินค้าก็เป็นได้
  • เป็นการลดต้นทุนและความเสี่ยงในการทำธุรกิจผ่านเน็ต เพราะเกิดจากการลงทุนที่เริ่มต้นเพียง 0 บาท และใช้เพียงเวลาที่คุณเสียไปเพียงวันละ 2 – 4 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น (ไม่ต้องไปนั่งขายตรงหรือไปฟัง สัมมนาขายฝันให้เสียเวลาแต่อย่างใด) แต่เป็นการลงสินค้าในช่องทางการขายของคุณเอง อาจจะได้มากหรือ ได้น้อย ก็ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ของแต่ละคน เพราะฉะนั้น ความเสี่ยงของการทำงานผ่านเน็ตอย่าง Drop Shipping จึงเป็น “ศูนย์”
  • ไม่ต้องปวดหัวหรือนั่งกังวลเรื่องคุณภาพ เช่น รอยตำหนิของสินค้า เพราะคุณจะได้รับการการันตีว่า สินค้ามีคุณภาพดีจริง รวมทั้งเรื่องการรับประกันสินค้า ในกรณีที่สินค้าเกิดความเสียจากการผลิต ยินดีเปลี่ยนให้ฟรี
  • การมีฐานข้อมูลลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะลูกค้าจะทราบว่าควรสั่งซื้อจากเว็บไซต์ไหนและอาจจะทำให้เกิดการบอกต่อปากต่อปากว่า “ฉันสั่งสินค้ามาจากเว็บไซต์นี้ เชื่อถือได้” “ถ้าอยากสั่งซื้อสินค้า เอ ต้องเว็บไซต์นี้เท่านั้น”  แน่นอนว่า นี่แหละ…คือใบเบิกทางสำหรับต่อยอดธุรกิจของคุณในอนาคต
  • Drop Shipping จะทำให้การเข้าถึงลูกค้าง่าย ไวกว่า และทำให้ลูกค้าที่อยู่ในวงแคบๆ คุณก็สามารถหาเจอ ดังนั้น การเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจึงไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอีกต่อไป

เมื่อทราบข้อดีที่มากมายกันไปแล้ว เราก็มาดูข้อเสียกันต่อดีกว่า แล้วลองมาชั่งน้ำหนักสิว่า งานผ่านเน็ตอย่าง Drop Shipping คุณยังอยากจะทำอยู่หรือไม่

  • เป็นธุรกิจเล็กที่ไม่สามารถทำเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนได้ เพราะยิ่งทำ คนอื่น (เจ้าของสินค้า) ก็ยิ่งโต
  • เป็นไปได้สูงที่จะเจอ Dropship หักหลัง เนื่องจาก Dropship จะมีฐานหลักๆส่วนใหญ่อยู่ที่ประเทศจีน ดังนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่ามาตรฐานของประเทศจีนจะค่อนข้างต่ำ ถูกโกงง่าย ตรวจสอบยากและอาจจะทำให้คุณเสียลูกค้าไปเลยก็ได้  
  • การเข้าถึงของคู่แข่งที่ง่ายเกินไป เพราะใคร ๆก็สามารถเริ่มต้นทำธุรกิจ Drop Shipping ได้
  • สินค้าบางส่วนทำตลาดไม่ได้ เนื่องจากมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง กำไรน้อย ทำให้คุณไม่สามารถ แข่งขันราคากันได้ (ยังไม่นับการตัดราคากันเองของสินค้าประเภทเดียวกันอีก) ดังนั้น จึงต้องมีความ  เชี่ยวชาญในการทำเป็นพิเศษหรือศึกษาตัวสินค้าที่คุณจะนำลงเว็บไซต์สักหน่อยว่า ราคาเท่าไร ฐานลูกค้า เป็นอย่างไร มีผู้สนใจมากน้อยแค่ไหน ผลตอบรับและการกลับมาซื้อซ้ำมีเยอะหรือไม่ คุณภาพของสินค้า  เป็นยังไง กำไรที่คุณจะได้ควรมีสัดส่วนอยู่ที่เท่าไร ความน่าเชื่อถือของ Drop Shipping มีไหม โดยเราแนะนำว่า อาจจะเลือกสินค้าที่มีคู่แข่งน้อยหรือเน้นการทำตลาดที่เหนือกว่าคู่แข่ง ก็จะทำให้เราสามารถขาย  ได้มากกว่าอย่างแน่นอน  
  • คุณไม่สามารถควบคุมการส่งสินค้าได้ด้วยตนเอง เพราะหากทางผู้จัดส่งสินค้าเกิดความล่าช้าในการ ขนส่งสินค้า เช่น ใช้เวลานานกว่าที่คุณแจ้งลูกค้าไป คุณคือ คนที่จะโดนลูกค้าต่อว่า ไม่ใช่ทาง Drop  Shipping  เพราะลูกค้าไม่รู้ว่าใครกันแน่เป็นคนที่ส่งของ และแน่นอนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ย่อมมีผลกระทบต่อการให้คะแนนต่อตัวผู้ขายอีกด้วย ซึ่งอาจโดนคอมเม้นที่เป็นลบได้
  • คุณไม่สามารถควบคุมปริมาณสต็อกสินค้าได้ด้วยตนเอง ซึ่งในบางกรณีที่สินค้าเกิดขายดีเป็นเทน้ำ เทท่าขึ้นมาจนหมดเร็ว จนคุณไม่มีสินค้าส่งต่อให้ลูกค้า ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้คุณคงตกอยู่ในสถานะลำบากแน่ และหากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นบ่อยๆ บัญชีผู้ขายของคุณจะโดนระงับหรือโดนปิดโดยอัตโนมัติทันที จึงเป็นสิ่งที่คนคิดจะทำ Drop Shipping ต้องพึงระลึกไว้อยู่เสมอ
  • การหาผู้ให้บริการ Drop shipping หรือที่เรียกกันว่า Drop shipper เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหาก ใครหาไม่ดี ปัญหาจะตามมาอีกเยอะมาก เพราะผู้ให้บริการ Drop shipper มีหลายแบบ บางรายแค่รวบรวม รายชื่อร้านค้าให้เท่านั้น แต่คุณต้องติดต่อเอาเองทั้งหมด แบบนี้จะทำให้คุณต้องมานั่งเสียเวลากับการไล่ สมัคร ไหนยังจะส่งเมล์และก็มีขั้นตอนที่ยุ่งยากมากอีกด้วย

อีกแบบ คือ แบบเบ็ดเสร็จ One-Stop รวมสินค้าจากผู้ค้าส่งมาให้คุณเลือกได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาพร้อมทั้งบริการอื่นๆที่จำเป็นสำหรับผู้ขายปลีก สำหรับแบบ One-Stop นี้เราแนะนำอย่างมาก แต่ต้องดูให้ดีๆอีกทีว่าราคาที่คุณเอาไปขาย เป็นราคาที่ถูกจริงหรือโดนบวกมาไว้แล้ว ซึ่งผู้เขียนจะแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้

  1. Drop shipping แบบไม่เรียกเก็บรายเดือนหรือรายปี แต่อาจมีการจ่ายค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว ซึ่งราคาไม่สูงมากนัก แต่ผู้ให้บริการแบบนี้อาจมีการเพิ่มราคาของสินค้าเข้าไปอีก จากผู้ขายส่งก่อนจะ เอาราคามาให้คุณขาย แน่นอนว่าราคาต้องสูงขึ้น หากคุณขายราคาเท่ากับเจ้าอื่นในท้องตลาด กำไร คุณคงไม่มากเท่าไหร่หรือไม่เหลืออะไรเลยก็เป็นได้
  2. Drop shipping ที่เรียกเก็บค่าบริการแบบรายเดือน / รายปี จากคุณ ใบแบบที่สองนี้จะไม่มีการเพิ่ม ราคาสินค้าจากผู้ขายส่งก่อน ดังนั้น จึงสามารถขายได้ในราคาตามท้องตลาดได้เลยแถมยังได้กำไร มากกว่าแบบแรกอีกด้วย

มาถึงในส่วนสุดท้ายกันแล้ว สำหรับใครที่ตั้งคำถามว่า งานผ่านเน็ตอย่าง Drop shipping เหมาะที่จะ ทำหรือไม่ เอ้าท์หรือยัง บอกก่อนเลยว่างานผ่านเน็ตแบบนี้ยังไม่เอ้าท์และยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องแน่นอน เพียงแต่หากจะทำงานประเภทนี้แล้ว อย่างแรกที่ผู้เขียนต้องการให้จำไว้ขึ้นใจคือ  หากเลือกที่จะทำอะไรแล้ว ขอให้เต็มที่กับมัน จะเลือกสินค้าอะไรมาขายทางเว็บไซด์ ก็ต้องหาสินค้า – บริการที่มีความน่าเชื่อถือ ยืนยันที่อยู่และตัวตนได้ เพราะปัจจุบันมีมิจฉาชีพที่แฝงตัวเข้ามาทั้งในรูปแบบของ “เจ้าของสินค้า” “ลูกค้า” ก็มีให้เห็นในข่าวอยู่เต็มไปหมด จึงควรระมัดระวังในเรื่องนี้ให้ดี

สำหรับสิ่งที่ได้นำเสนอในวันนี้ บอกก่อนว่าไม่ได้เป็นเพียงตัวเลือกเดียวของงานผ่านเน็ต แต่ยังมีอีกมากมายที่ให้คุณได้เลือกตามความถนัด ไม่ว่าจะเป็น งานเขียนบทความ โปรแกรมเมอร์ Google Adsense  Affiliate Programs หาเงินด้วย Youtube รับจ้างโพสต์หน้าม้า ขายสินค้าผ่านทาง Ebay ทำแบบสำรวจ / แบบสอบถาม  ขายหนังสือ E-book  และอีกมากมายเกินกว่าจะพูดในบทความนี้หมด

หากใครที่ต้องการขายสินค้าออนไลน์ Dropship ก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ส่วนจะทำรายได้มากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับสินค้า – บริการ และช่องการจัดจำหน่ายของตัวคุณเอง แน่นอนว่างานผ่านเน็ตอย่าง Drop shipping มีข้อดีที่ชัดเจนโดยเฉพาะในแง่ของความสะดวกสบายและงบประมาณที่การลงทุนเป็น 0  แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็จำเป็นที่จะต้องนำข้อเสียที่เราได้รวบรวมมาในวันนี้นำมาพิจารณา ชั่งน้ำหนักกันดู รวมทั้งหาทางแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย

รู้จักกับ…งานออนไลน์ อาชีพเสริมที่หลายคนมองข้าม

เคยไหมที่เวลาเข้าเว็บต่างๆแล้วมักจะมีโฆษณาชวนให้คุณร่วมทำงานออนไลน์ โดยมักอ้างว่าทำจริง ได้เงินจริง รวยจริง ไม่ต้องออกจากบ้าน เพียง 6 เดือนก็สามารถผ่อนบ้าน ผ่อนรถได้แล้ว ขอแค่คุณมีเวลา 2 – 3 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น หากกล่าวในลักษณะนี้ให้คิดไว้เลยว่า “ชวนขายฝันอย่างแน่นอน”  เพราะไม่มีงานไหนที่ทำแค่ 2 – 3 ชั่วโมงก็สามารถซื้อบ้าน ซื้อรถได้ในเวลาไม่กี่เดือน ทุกๆอย่างล้วนต้องใช้เวลา ประสบการณ์ ฝีมือในการทำงานพร้อมทั้งพิสูจน์ตนเองให้เป็นที่ยอมรับทั้งสิ้น

เมื่อพูดถึงงานออนไลน์กันแล้ว เราก็อยากจะพามารู้จักกับงานชนิดนี้ให้มากขึ้น แบบไม่ใช่งานขายฝันลมๆแล้งๆแต่อย่างใด แต่เป็นงานที่ทำแล้วได้เงินจริง ไม่ต้องลงทุนมาก แค่ใช้หนึ่งสมองสองมือของคุณ ตั้งใจ ทุ่มเท ไม่นานเม็ดเงินจำนวนมากก็จะไหลเข้ามาในกระเป๋าอย่างแน่นอน เอาแบบอย่างต่ำเลยก็ประมาณ 100,000 บาทต่อปี แม้รายได้จะไม่มากเท่างานประจำตามบริษัท แต่หากนำมาเป็นรายได้เสริมบวกกับรายได้หลักแล้วละก็…คุณจะมีเงินเหลือเก็บอีกเพียบ มาดูกันเลยดีกว่าว่า งานออนไลน์ที่ว่านี้เป็นอย่างไรและมีอะไรที่เรานำมาแนะนำกันบ้าง

ก่อนอื่นสำหรับใครที่สนใจอยากจะทำงานออนไลน์ เรามีอยู่ 7 สิ่งที่แนะนำว่าต้องมี ดังนี้

  • รักการเรียนรู้ เนื่องจากงานออนไลน์เป็นงานที่มีการพัฒนา ปรับเปลี่ยนตลอดเวลาเช่นเดียวกับโลกโซเชียลมิเดียที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น คุณสมบัติพื้นฐานของผู้ที่อยากจะทำงานออนไลน์คือ ต้องรักการเรียนรู้ ทำตัวให้เหมือนกับน้ำที่ยังไม่เต็มแก้ว ใฝ่หาความรู้เพื่อนำมาพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง หากเรานำผู้อื่นก่อนหนึ่งก้าวเสมอ โอกาสที่จะได้รับงานและพิสูจน์ฝีมือก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอีกต่อไป เริ่มต้นง่ายๆด้วยการทำในสิ่งที่ตนเองรัก อาทิ อ่านหนังสือเพื่อต่อยอดความรู้ เขียนโปรแกรมให้มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น ฝึกฝนทักษะทางภาษา เพราะการเข้าใจภาษาที่หลากหลายจะทำให้คุณได้รับความรู้ที่สดใหม่มากกว่าคนที่รู้เพียงภาษาเดียวอย่างแน่นอน
  • มีความอดทน เป็นที่ทราบกันดีว่างานออนไลน์จะต้องใช้ความอดทนค่อนข้างสูง เพราะต้องพบเจอกับลูกค้าที่หลากหลาย ทั้งลูกค้าใจดี ง่ายๆสบายๆหรืออาจจะเจอแบบเขี้ยวลากดินไปเลยก็มีให้เห็นกันมาเยอะ ดังนั้น ความอดทนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ใช่แค่งานออนไลน์เท่านั้น แต่ทุกๆอาชีพก็ต้องมีคุณสมบัติด้านนี้เช่นเดียวกันโดยเฉพาะด้านงานบริการ
  • แบ่งเวลาในการทำงานอย่างเหมาะสม การทำงานออนไลน์ส่วนใหญ่จะเป็นการหารายได้เสริมเพิ่มเติมจากงานประจำ ดังนั้น การแบ่งเวลาในการทำงานเพื่อไม่ให้ไปรบกวนเวลาในการทำงานประจำจึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่เช่นนั้นหากแบ่งไม่ดี คุณอาจจะต้องสูญเสียทั้งงานทั้ง 2 อย่างไปก็เป็นได้ รวมทั้งงานออนไลน์ส่วนใหญ่จะเป็นการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หากทำซ้ำๆเป็นเวลานานๆ แน่นอนว่าจะต้องเกิดปัญหาสุขภาพตามมา  เพราะฉะนั้น ใครที่อยากจะทำงานออนไลน์หรือกำลังคิดจะทำก็ควรแบ่งเวลาไปออกกำลังกายด้วยจะดีที่สุด เพื่อป้องกันโรคนิ้วล็อค โรคอ้วนลงพุง จอประสาทตาเสื่อม รวมทั้งปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันอีกด้วย นอกจากนี้หากออกกำลังกายเป็นประจำก็จะทำให้มีหุ่นฟิตและเฟิร์มไปเป็นของแถม ได้ทั้งเงินและหุ่น มีใครบ้างที่ไม่เอา…
  • ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ อีกหนึ่งพื้นฐานสำคัญในการทำงานออนไลน์ โดยเฉพาะโปรแกรม Microsoft Word, Microsoft Excel,   Microsoft PowerPoint, Photo Shop  4 โปรแกรมพื้นฐานที่ต้องมีความคล่องตัวเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการทำงาน หากใครยังไม่มีความเชี่ยวชาญ ก็มีหนังสือและวิธีสอนการใช้โปรแกรมดังกล่าวในรูปแบบต่างๆทาง Google และYouTube ซึ่งสามารถเข้าไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมกันได้ โดยที่ไม่ต้องไปลงคอร์สเรียนคอมพิวเตอร์ให้เสียเงิน
  • ปรับปรุงพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ขึ้นชื่อว่างานออนไลน์ ความผิดพลาดและการเกิดข้อบกพร่องย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ เช่น ไฟล์งานเสียหาย ไวรัสเข้าคอมพิวเตอร์ หากเกิดปัญหาดังกล่าวควรจะบอกกับลูกค้าไปตามตรง อย่าเงียบหายและภายหลังก็ทำงานอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดข้อบกพร่องขึ้นอีก
  • ลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง การจะทำงานอะไรก็ตาม โดยเฉพาะงานออนไลน์ที่ไม่มีการกำหนดเวลาที่แน่นอน อาจจะทำให้เกิดความขี้เกียจขึ้นมาได้ (ซึ่งผู้เขียนก็เคยเป็น) วิธีแก้คือ ควรเริ่มต้นจากทีละน้อยๆแต่สม่ำเสมอ และค่อยๆเพิ่มปริมาณไปเรื่อยๆจนถึงจุดที่ “เท่านี้ล่ะ” คือ จำนวนงานที่เราจะทำในแต่ละวัน อย่าหักโหมและเร่งรีบ เพราะอาจทำให้งานไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร

จากงานวิจัยพบว่า หากคุณทำงานอย่างสม่ำเสมอติดต่อกันประมาณ 21 วันขึ้นไป ก็จะติดเป็นนิสัย  ทางผู้เขียนได้ทดลองทำดู ผลปรากฏว่า…ได้ผลค่อนข้างดีทีเดียว ใครที่อยากจะทำงานอย่างสม่ำเสมอ แต่ติดนิสัยขี้เกียจก็สามารถนำวิธีนี้ไปทดลองใช้กันได้

  • ระมัดระวังเรื่องมิจฉาชีพ ข้อเสียของการทำงานออนไลน์หลักๆคือ เกิดการโกงง่ายกว่าอาชีพอื่นๆ เพราะคุณไม่สามารถทราบว่าผู้ที่มาซื้อ – ขายกับคุณเป็นมิจฉาชีพหรือไม่ ส่งมอบงานไปแล้วจะชำระเงินตามที่สัญญาไว้หรือเปล่า หลายๆคนต้องเจอกับมิจฉาชีพที่มาในรูปแบบของ “ผู้ว่าจ้าง” คือ เมื่อได้งานไปแล้ว กลับไม่ชำระเงินหรือจ่ายไม่ครบตามที่สัญญาเอาไว้  ซึ่งมีกรณีนี้เกิดขึ้นบ่อยมากในการทำงานออนไลน์

แต่ทั้งนี้วิธีแก้ไขที่เราอยากแนะนำคือ ให้ผู้จ้างวางมัดจำก่อนครึ่งหนึ่ง เมื่อทำงานเสร็จไปครึ่งหนึ่งก็ส่งงานให้กับผู้ว่าจ้าง และให้ฝ่ายผู้ว่าจ้างชำระเงินส่วนที่เหลือมา เมื่อคุณได้รับเงินส่วนที่เหลือแล้ว ก็ทำการส่งงานอีกครึ่งหนึ่งกลับไป วิธีนี้จะมีความปลอดภัยต่อตัวผู้ที่ทำงานออนไลน์ได้ดีที่สุด แต่ก็ต้องซื่อสัตย์ต่อผู้ว่าจ้างด้วย ไม่ใช่ว่าเป็นฝ่ายคุณที่กลายเป็นมิจฉาชีพเสียเอง แบบนี้จะส่งผลเสียต่อทั้งตัวคุณและผู้ที่ทำงานออนไลน์คนอื่นๆด้วย เพราะจะไม่มีใครกล้ากลับมาจ้างงานอีก

เมื่อทราบพื้นฐานของการทำงานออนไลน์กันไปแล้ว คราวนี้ก็มาถึงการแนะนำงานออนไลน์ที่ทำแล้วได้เงินจริง มาฝากทุกคนกัน ซึ่งต้องบอกก่อนว่าไม่มีอะไรที่ได้มาโดยไม่ต้องลงมือทำ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องลงมือทำอย่างตั้งใจทั้งสิ้น จึงจะได้ผลตอบรับกลับมาในรูปแบบของเม็ดเงิน โดยมี 3 งานออนไลน์ที่เรามาแนะนำ นั่นคือ

รับรีวิวสินค้า

ปัจจุบันสินค้าออนไลน์ที่ขายกันมากมาย อาทิ โลชั่น ครีมทาหน้า สบู่โสม อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ล้วนต้องการคนมารีวิวเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่ตัวสินค้าทั้งสิ้น จึงทำให้เกิดงานออนไลน์อย่าง “รับรีวิวสินค้า”ขึ้นมา เพราะค่านิยมของผู้คนในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้ว แม้สินค้าจะดีหรืออาหารจะเลิศรสมากแค่ไหน แต่ก็ต้องได้รับการยอมรับและให้คะแนนจากนักรีวิวกันทั้งนั้น เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการเลือกใช้บริการ

ตัวอย่างง่ายๆ ลองมองจากตัวคุณเองเวลาจะไปกินเลี้ยงที่ร้านอาหารหรือแม้กระทั่งการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิว อย่างแรกที่คำนึกคือ ร้านนี้ดีจริงหรือไม่ แต่จะรู้ได้อย่างไร ก็ต้องไปหาอ่านจากรีวิวว่าเป็นอย่างไร ดีจริงอย่างที่กล่าวอ้างไหม ยิ่งยอดรีวิวและการให้คะแนนเยอะก็ยิ่งเพิ่มความมั่นใจและความน่าเชื่อถือต่อสินค้าและบริการได้มากขึ้น ซึ่งค่าจ้างจะอยู่ที่การตกลงระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้ให้บริการ โดยส่วนใหญ่สินค้าที่รับรีวิวต่อชิ้นจะมีราคาตั้งแต่ 250 – 2,000 บาทหรืออาจจะมากกว่านั้น ยิ่งหากคุณกลายเป็นนักรีวิวที่มีชื่อเสียงหรือบางรายที่มีผู้คนกดติดตามทางโซเชียลมิเดียเยอะ การรีวิวสินค้าชนิดหนึ่งจะอยู่ที่ 10,000 – 50,000 บาทเลยทีเดียว

ดังนั้น งานประเภทนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ชื่นชอบการบรรยายถ่ายทอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อให้ผู้อ่านคล้อยตาม หากโชคดีคุณก็จะได้ทดลองใช้สินค้าชนิดนั้นๆฟรีโดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินแถมยังได้เงินจากการรีวิวสินค้าอีกต่างหาก แบบนี้เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวไปเลย

รับดูและแฟนเพจและบล็อกหลังบ้าน  

จากกระแสการขายสินค้าทาง Facebook ที่เป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ ทำให้เกิดแฟนเพจขายสินค้า – บริการ ขึ้นมามากมาย แต่เจ้าของกิจการบางส่วนก็ไม่มีเวลาอัพเดทข้อมูล ข่าวสารและดูแลแฟนเพจมากนัก ลำพังแค่นั่งสต็อกสินค้าและส่งไปรษณีย์ก็กินเวลานานหลายชั่วโมงแล้ว จึงทำให้เกิดงานออนไลน์อย่าง “รับดูแลแฟนเพจและบล็อกหลังบ้าน” ขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า โดยหน้าที่หลักๆของการทำงานในลักษณะนี้คือ ตอบกลับลูกค้า อัพเดทข้อมูล ข่าวสาร บทความสาระน่ารู้ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของเพจที่ได้ว่าจ้างให้ดูแล เช่น หากคุณดูแลแฟนเพจเกี่ยวกับอาหารเสริมรอบดวงตา อาจจะโพสต์ ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีป้องกันจอประสาทตาเสื่อมก่อนวัย, อาหารบำรุงรอบดวงตา, วิตามินเสริมสำหรับผู้ที่มีปัญหารอบดวงตา เป็นต้น รวมถึงโปรโมชั่นต่างๆของทางแฟนเพจ และการปิดการขายให้ได้เร็วที่สุดเพื่อป้องกันลูกค้าเบนเข็มไปใช้บริการจากคู่แข่งรายอื่น

เมื่อได้ยอดการสั่งซื้อแล้วทางผู้ให้บริการรับจ้างดูแลแฟนเพจจะทำการแจ้งยอดสั่งซื้อสินค้าไปยังผู้ว่าจ้างเพื่อส่งสินค้าตามที่ลูกค้าออเดอร์มา ซึ่งการดูแลแฟนเพจส่วนใหญ่จะเป็นงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะอะไรมาก เพียงแต่ต้องหมั่นอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือเพื่อตอบกลับลูกค้าให้ทันท่วงที จึงเป็นที่มาว่างานออนไลน์ในลักษณะนี้จะส่งผลเสียต่อสุขภาพอยู่บ้าง ดังนั้น ควรแบ่งเวลาและรักษาสุขภาพกันด้วย อย่าหักโหมรับดูแลแฟนเพจ แต่ลืมดูแลตัวเองเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นเงินที่หามาได้อาจจะต้องเสียให้กับโรงพยาบาลไปซะหมด สำหรับราคารับจ้างดูแลแฟนเพจและบล็อกหลังบ้านจะอยู่ที่ 2,000 – 5,000 บาทขึ้นไป หากคุณมีลูกค้าให้ดูแลแฟนเพจประมาณ 2 – 3 ก็ทำเงินหมื่นได้อย่างยากเย็นแล้ว

สติกเกอร์ไลน์ เงินล้าน

Line ถือเป็นแอพลิเคชั่นที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย โดยส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่า เจ้าสติกเกอร์ไลน์มีความสำคัญและโดดเด่น เพราะทำให้การพูดคุยไม่น่าเบื่อและรูปลักษณ์ของสติกเกอร์ที่นำมาใช้ก็สื่อถึงอารมณ์ได้เป็นอย่างดีไม่ว่าจะโกรธ เศร้า เหงา ดีใจ อิจฉา หิวหรือแม้กระทั่งการนำคำไทยๆที่ได้รับความนิยมมากในช่วงที่ผ่านมาอย่างคำว่า Strong มาใช้ประกอบคำพูดของตัวการ์ตูนก็สร้างความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย  แต่คงไม่ใช่ทุกคนที่ชอบตัวการ์ตูนในสติกเกอร์ไลน์ไปซะทั้งหมด  ดังนั้น ทาง Line จึงได้เล็งเห็นความสำคัญในจุดนี้ และเปิดโอกาสให้คนทั่วไปสามารถออกแบบสติกเกอร์ไลน์แล้วนำมาวางขายเองได้ตั้งแต่ปี 2014 ใน Line Creator Market

โดยราขาขายของสติกเกอร์ไลน์ที่คุณออกแบบเองจะมีราคาอยู่ที่ 30 – 100 บาท และทาง Line จะแบ่งกำไรไป 50 % ของราคาขาย เช่น หากคุณขายสติกเกอร์ไลน์ในราคา 50 บาท ในทุกๆการดาวน์โหลด 1 ครั้ง คุณจะได้เงิน 25 บาท ส่วนทาง Line ก็จะได้เงินไป 25 บาท หากใครมีความสามารถชอบสร้างสรรค์ลายเส้นตัวการ์ตูนแล้วละก็…นี่เป็นงานออนไลน์ที่ไม่ควรพลาด ที่ผ่านมามีผู้เข้ามาดาวน์โหลดเยอะมากจนนักออกแบบสติกเกอร์ไลน์บางคนสามารถทำเงินได้มากถึง 1 ล้านบาทเลยก็มี

นอกจากนี้ยังสามารถเปิดรับทำสติกเกอร์ไลน์ตามสั่งจากลูกค้าได้อีกด้วย เพราะการออกแบบสติกเกอร์ไลน์ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถทำได้ แต่ต้องใช้ความครีเอทตัวการ์ตูนและความชำนาญในโปรแกรมออกแบบมากเลยทีเดียว โดยจะขายเป็นชุดๆ ชุดละ 20 ตัวไปจนถึงชุดละ 48 ตัว ราคาจะอยู่ที่ชุดละ 4,000 – 8,000 บาทขึ้นไป ตามความยากง่ายและดีเทลต่างๆของตัวการ์ตูน เช่น เสียง การเคลื่อนไหว สีสัน ลายเส้น เป็นต้น โดยการทำงานออนไลน์ในลักษณะนี้จะทำให้เห็นเงินก้อนได้ไม่ยากเย็น ใช้เวลาไม่นาน แถมในปัจจุบันคู่แข่งยังคงไม่เยอะมากอีกด้วย  จึงเป็นอีกหนึ่งงานออนไลน์ที่เรามาแนะนำกันในวันนี้

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างงานออนไลน์ที่ทำเงินได้จริง รวยจริง แต่…ยังไม่หมดอยู่เพียงเท่านี้ ยังมีงานออนไลน์อีกหลายประเภทที่สามารถทำเงินได้อีกเยอะ เช่น งานเขียนบทความ โปรแกรมเมอร์ รับแปลภาษา รับทำงานวิจัย กราฟิกดีไซด์ และอีกมากมายที่สามารถทำเงินได้จริง โดยที่มีรายได้ไม่แพ้งานประจำเลย แต่ 3 งานออนไลน์ที่เรานำมาเสนอในวันนี้เป็นงานออนไลน์ที่ยังไม่มีการแข่งขันดุเดือดมากนัก และแน่นอนว่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ขอเพียงแค่คุณมีความตั้งใจ ซื่อสัตย์ต่องานที่ทำและหมั่นพัฒนาผลงานของตนเองอยู่เสมอ เพียงเท่านี้คุณจะเป็นอีกคนหนึ่งที่สามารถหาเงินได้จริงจากงานออนไลน์ โดยที่ไม่ต้องไปนั่งฟังสัมมนาให้เสียเวลา หรือไปขายตรงอย่างแน่นอน

สุดท้ายนี้ ขอจงเชื่อมั่นในตนเองและบอกกับตัวเองเสมอว่า “ลองสักครั้ง เราทำได้” อย่าเพิ่งยอมแพ้ ท้อถอย งานทุกๆอย่างย่อมใช้เวลาเสมอ เวลาจะเป็นตัวพิสูจน์ฝีมือของคุณ หมั่นพัฒนาทักษะต่างๆเพื่อพร้อมกับการรับงานที่หลากหลาย ไม่หยุดอยู่กับที่ เพราะโลกออนไลน์เปลี่ยนแปลงไวและเร็วมาก  หากทำตามที่เราแนะนำ แบบนี้หากเงินไม่ไหลเข้ากระเป๋าก็ให้รู้กันไป…ซึ่งทางเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความและสาระดีๆที่นำมาให้กับผู้อ่านในวันนี้จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการสร้างงาน สร้างเงิน สร้างอาชีพให้กับผู้อ่านทุกท่านได้ไม่มากก็น้อย

 

วิธีการหาเงินกับ 10 อันดับ แฟรนไชส์ยอดนิยม ทำแล้วปัง คืนทุนไว

ผู้เขียนเชื่อว่า…การมีธุรกิจส่วนตัวเป็นของตนเอง เป็นความฝันของใครหลายๆคน เพราะเป็นงานที่สามารถบริหารเวลาได้อย่างอิสระ เป็นเจ้านายตนเอง สามารถเปลี่ยนแปลงองค์กรได้ตามความต้องการของเราที่เห็นว่าเหมาะสม  ไม่ต้องไปเผชิญกับการเมืองในที่ทำงานหรือเจ้านายบางคนที่ชอบเอาเปรียบลูกจ้าง อีกทั้ง ยังเห็นว่าการทำธุรกิจในปัจจุบัน หากประสบความสำเร็จก็จะมีเงินทุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีเงินล้านได้ในพริบตา แต่ทว่า…ในความเป็นจริงแล้ว วิธีการหาเงินด้วยการทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคุณต้องมาเริ่มต้นและบริหารจัดการทุกอย่างตั้งแต่ศูนย์ด้วยตัวคนเดียว ผ่านการลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่การคิดค้นผลิตภัณฑ์ว่าจะขายอะไร กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเราจะเป็นใครและจะขายในช่องทางไหนบ้าง เพียงแค่ตั้งคำถามด้วยเรื่องแค่นี้ หลายๆก็เห็นว่าเป็นปัญหาใหญ่แล้ว

ดังนั้น ธุรกิจแฟรนไชส์จึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่อยากมีธุรกิจส่วนตัวเป็นของตนเอง แต่ไม่มีเวลาในการคิดค้นสูตร ลองผิดลองถูกหรือทุนในการเปิดร้านเป็นของตนเองอาจจะยังไม่มากพอ ซึ่งธุรกิจแฟรนไชส์ได้สร้างระบบ กฎเกณฑ์ต่างๆเป็นสูตรสำเร็จไว้หมดแล้ว  ที่เหลือก็แค่หาที่ทำเลเหมาะๆและเงินลงทุนสำหรับธุรกิจแฟรนไชส์ เพียงเท่านี้คุณก็จะมีธุรกิจส่วนตัวเป็นของตนเองได้อย่างไม่ยากเย็น

วันนี้ เราจึงขอมาแนะนำ วิธีการหาเงินกับ 10 อันดับ แฟรนไชส์ยอดนิยม ทำแล้วปัง คืนทุนไว มาฝากทุกท่านกัน ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับผู้ที่มีทุนน้อย แต่อยากหาเงินด้วยการทำธุรกิจส่วนตัว มาดูกันเลยดีกว่ามีอะไรกันบ้าง

อันดับที่ 1 กาแฟถัง

หนึ่งในแฟรนไชส์ยอดฮิตที่ทำง่าย คืนทุนไว กำไรหลักหมื่น คงหนีไม่พ้นธุรกิจแฟรนไชส์ประเภทเครื่องดื่มอย่างชา กาแฟ ซึ่งแฟรนไชส์ที่เรานำมาแนะนำกันในวันนี้คือ แฟรนไชส์กาแฟถัง เหตุผลที่ชื่อกาแฟถังนี้เกิดจากลักษณะของภาชนะที่มีขนาดใหญ่กว่าแก้วที่เอาไว้ขายเครื่องดื่มแบบทั่วๆไป  ให้ลูกค้าได้ทานกันแบบจุใจ จึงตั้งชื่อว่า “กาแฟถัง”

ข้อดีของแฟรนไชส์นี้คือ ขายง่าย ลงทุนน้อย คืนทุนไว อีกทั้งยังมีจุดขายที่มีความแตกต่างจากร้านกาแฟทั่วไป ทั้งเรื่องรูปลักษณะของภาชนะ รสชาติที่เข้มข้น ราคาที่ถูกมาก (เพียง 60 บาท) และหากใครที่ยังลังเลไม่รู้จะเลือกดื่มเมนูอะไรดี ลูกค้ายังสามารถเลือกได้ 2 รสชาติในถังเดียว ซึ่งเป็นข้อแตกต่างจากร้านกาแฟร้านอื่นๆ แถมยังสามารถนำแก้วกาแฟไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้อีกด้วย

สำหรับเงินลงทุนจะอยู่ที่ราคาตั้งแต่ 5,000 – 10,000 บาทเท่านั้น ซึ่งผู้ซื้อแฟรนไชส์จะได้ทั้งสูตร, แก้วตวง, แก้วชง, หลอด, ชุดช้อน, ถัง, แก้วใบใหญ่และป้ายร้านค้า  ใครที่กำลังสนใจอยากหาเงินด้วยการลงทุนแฟรนไชส์ “กาแฟถัง” สามารถติดต่อได้ทาง Facebook:

อันดับที่ 2 ไก่ทอดสมุนไพรเชียงคำ

แฟรนไชส์นี้ต้องบอกก่อนว่าเป็นร้านขายไก่ทอดสมุนไพรที่แตกต่างจากไก่ทอดสมุนไพรแบบทั่วๆ ไป ซึ่งตัวผู้เขียนเองได้มีโอกาสไปลองลิ้มรสมาแล้ว บอกเลยว่า กรอบนอก นุ่มใน หอมสมุนไพร ไก่เนื้อหวานแถมได้ประโยชน์จากสมุนไพรที่นำมาปรุงรสอีกด้วย เหมาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ต้องการหาเงินแต่มีงบลงทุนน้อย เราขอแนะนำ แฟรนไชส์นี่เลย

ข้อดีที่แตกต่างจากแฟรนไชส์ทั่วๆไปคือ ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ คุณจะเป็นเจ้าสูตรเอง สามารถกำหนดราคาขายได้ด้วยตนเอง และผลตอบแทนก็ไม่ต้องแบ่งให้กับเจ้าของแฟรนไชส์อีกด้วย เห็นแบบนี้แล้วการมีธุรกิจเป็นของตนเอง คงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป อีกประการหนึ่งคือ การเลือกซื้อวัตถุดิบ คุณสามารถหาซื้อได้เองตามท้องตลาดใกล้บ้าน โดยที่ไม่ต้องใช้วัตถุดิบของเจ้าของแฟรนไชส์ ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์และความหอมพร้อมคุณประโยชน์จากสมุนไพรไทยและสมุนไพรจีน บอกเลยว่า ลูกค้าทุกรายต้องติดใจอย่างแน่นอน

สำหรับเงินลงทุนจะอยู่ที่ 2,900 บาท (ค่าสูตร) ระยะเวลาคืนทุนเพียง 1 เดือนหรือขึ้นอยู่ปัจจัยอื่นๆเช่น ทำเลที่ตั้ง และการกำหนดราคาขายของคุณเอง หากใครสนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ทาง ไก่ทอดสมุนไพรเชียงคำ

อันดับที่ 3 เฉาก๊วยฮาเฮ

หนึ่งในของหวานที่ฮิตตลอดกาล และขายดีมากโดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน แต่กลับไม่มีใครกล้านำเอาธุรกิจเฉาก๊วยมาทำเป็นแฟรนไชส์อย่างจริงจัง ด้วยเหตุนี้ แฟรนไชส์เฉาก๊วยฮาเฮ จึงถือกำเนิดขึ้น

ข้อดีของเฉาก๊วยฮาเฮคือ เนื้อของเฉาก๊วยมีความเหนียวนุ่ม บวกกับน้ำเชื่อมที่เป็นสูตรลับเฉพาะซึ่งเจ้าของคิดค้นขึ้นเอง โรยด้วยเครื่องปรุงตามแต่ที่ลูกค้าต้องการ คือ สิ่งที่ทำให้เฉาก๊วยฮาเฮนั่นติดตลาด แบบที่ไม่ต้องเสียเวลาโปรโมทแต่อย่างใด

สำหรับราคาแฟรนไชส์จะอยู่ที่ 15,000 บาท ระยะเวลาคืนทุนประมาณ 1 – 3 เดือนหรืออยู่ที่ทำเลที่ตั้งเป็นสำคัญ

อันดับที่ 4 อู้ฟู่ ลูกชิ้นปลา 2 หม้อ

ถือเป็นวัตกรรมใหม่แห่งวงการลูกชิ้นปลา ที่รวมเอาลูกชิ้นปลาทอดและลูกชิ้นปลานึ่งมาอยู่ในรถเข็นเดียวกัน เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกบริโภคได้ตามความต้องการ ใครที่ชอบความกรอบนอก นุ่มในก็สามารถเลือกทานลูกชิ้นปลาทอด ส่วนใครที่กำลังลดน้ำหนัก หลีกเลี่ยงของมัน ของทอดก็สามารถทานเลือกลูกชิ้นปลานึ่ง โดยคุณมั่นใจได้เลยว่า ลูกชิ้นปลา 2 หม้อผลิตจากโรงงานมหาชัยและได้รับการรับรองจาก อย.ว่าสะอาด ถูกหลักอนามัย รวมทั้งได้ตราสัญลักษณ์ฮาลาลมาอีกด้วย

จุดเด่นของแฟรนไชส์ลูกชิ้นปลา 2 หม้อคือ เรื่องรสชาติที่ได้รับการการันตีความอร่อยจาก หม่อมราชวงศ์ ถนัดศรี ชวนชิม, รายการ SME ชี้ช่องรวยและรายการคัมภีร์วิถีรวย พร้อมทั้งการกล่าวขวัญแบบปากต่อปากว่า “ของเขาดีจริง” หากใครไม่เชื่อก็สามารถไปลองทางกันได้เลย

สำหรับค่าแฟรนไชส์จะอยู่ที่ราคา 2,900 บาทเท่านั้น ระยะเวลาในการคืนทุนประมาณ 1 เดือน ใครที่สนใจสามารถติดต่อได้ทาง  Facebook อู้ฟู่ ลูกชิ้นปลา 2 หม้อ

อันดับที่ 5 หมูย่างเฉพาะกิจ

แฟรนไชส์หมูย่างที่เจ้าของแฟรนไชส์ได้คัดสรรวัตถุดิบเลือกมาอย่างดี ผสมกับเครื่องเทศพร้อมสูตรลับเฉพาะตัวที่ใช้เวลาหมักนานถึง 16 ชั่วโมง จึงจะได้รสชาติที่อร่อย กลมกล่อม และมีรสชาติให้เลือกถึง 6 ชนิดด้วยกัน

จุดเด่นของแฟรนไชส์หมูย่างเฉพาะกิจคือ ด้วยความที่เป็นอาหารที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน โดยเฉพาะในวัยเรียน หากพูดถึงอาหารจานด่วนคงหนีไม่พ้นหมูย่างพร้อมกับข้าวเหนียวร้อนๆรองท้องอย่างแน่นอน ดังนั้น จึงขายง่าย คืนทุนไว กำไรดี โดยเฉพาะในช่วงเช้าของวันทำงาน

สำหรับราคาแฟรนไชส์จะอยู่ที่ 29,000 บาท ระยะเวลาในการคืนทุน 3 เดือน หรือขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งเป็นสำคัญ หากใครสนใจสมัครเป็นสมาชิกแฟรนไชส์สามารถติดต่อสอบถามได้ทาง บริษัท หมูย่างเฉพาะกิจ เบอร์ 08-1340-2482

อันดับที่ 6 ร้านปังสด

ใครที่ชอบการทำขนมปังและชงกาแฟเป็นชีวิตจิตใจ บอกเลยว่าแฟรนไชส์นี้คุณต้องห้ามพลาดหรือใครมีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านหนังสือที่พอมีพื้นที่เล็กๆให้พอตั้งอุปกรณ์การขายได้ ก็สามารถนำไปเสริมได้ทันที เพื่อเป็นการหาเงินไปในตัว และอาจจะทำให้กลายเป็นจุดเด่นดึงดูดลูกค้าเข้ามานั่งในร้านของคุณได้

จุดเด่นของแฟรนไชส์นี้คือ ไม่มีการหักเปอร์เซ็นต์จากการขายใดๆทั้งสิ้น  คุณจะได้เป็นเจ้าของร้านแบบเต็มตัว ซึ่งทางแฟรนไชส์จะไม่เข้าไปยุ่งกับยอดขาย เพียงแต่ต้องสั่งซื้อสินค้าเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้สูตรเพี้ยน เนื่องจากต้องการคงเอกลักษณ์ของรสชาติเอาไว้  รวมทั้งคอร์สการฝึกอบรมแบบจัดเต็ม ฝึกจนกว่าจะทำเป็น

อีกทั้ง รูปแบบในการลงทุนมีอยู่ทั้งหมด 4 แบบคือ 1. ราคา 25,000 บาท  (โดยในราคานี้มีอุปกรณ์ให้ครบชุดที่คุณสามารถนำมาขายได้เลยพร้อมสูตรลับเฉพาะของทางร้านปังสด)

  1. ราคา 28,000 บาท (โดยในราคานี้มีอุปกรณ์ให้ครบชุดที่คุณสามารถนำมาขายได้เลยพร้อมสูตรลับเฉพาะของทางร้านปังสด)
  2. ราคา 30,000 บาท (โดยในราคานี้มีอุปกรณ์ให้ครบชุดที่คุณสามารถนำมาขายได้เลยพร้อมสูตรลับเฉพาะของทางร้านปังสด)
  3. ราคา 50,000 บาท (โดยในราคานี้มีอุปกรณ์ให้ครบชุดที่คุณสามารถนำมาขายได้เลยพร้อมสูตรลับเฉพาะของทางร้านปังสด)

ทั้งหมดนี้ ผู้สนใจสามารถเลือกได้ตามกำลังทรัพย์ของแต่ละคน แต่จะขายดีหรือไม่นั้น ผู้เขียนเห็นว่าการทำเลที่ตั้งเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะใกล้กับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยจะขายดีมาก ใครสนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ทาง ห้างหุ้นส่วนจำกัด ปัง สด โทร. 089-5197700

อันดับที่ 7 ฝรั่งแช่บ๊วยในตำนาน

ผลไม้แปรรูปชนิดหนึ่งที่ขายดีมาก จากรสชาติที่ผ่านการปรุงแต่งด้วยสูตรลับเฉพาะตัว ทำให้มีรสชาติที่หอมหวาน กำลังดี และเป็นที่ถูกอกถูกใจทุกเพศทุกวัยเป็นอย่างมาก

จุดเด่นของแฟรนไชส์นี้คือ ไม่คิดเงิน อ่านไม่ผิดแน่นอน “ไม่คิดเงิน”  เพียงแค่รับสินค้าไปขายก็สามารถนำป้ายร้านไปตั้งขายได้เลย นอกจากฝรั่งแช่บ๊วยของขึ้นชื่อแล้ว ที่นี้ยังมีผลไม้แช่อิ่มแสนอร่อยอีกเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นมะม่วง มะยม ลิ้นจี่ กระท้อน ฯลฯ ด้วยชื่อเสียงที่มีมากกว่า 50 ปีและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ไม่ต้องไปเสียเวลาโปรโมทให้เสียเงิน เพราะคุณสามารนำมาวางขายได้เลย

สำหรับใครที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณวรรณงาม จารุขจรจินดา เบอร์ 08-9228-9977

อันดับที่ 8 กาแฟสด ชาอินเดีย

แฟรนไชส์เจ้าแรกที่เป็นคนนำชาอินเดียมาทดลองตลาดที่เมืองไทย ด้วยรสชาติที่เข้มข้น ไม่เลี่ยน จึงเป็นที่โปรดปรานของพนักงานออฟฟิศและหมู่นักศึกษา โดยเฉพาะช่วงบ่ายที่หลายๆคนคงรู้สึกง่วงนอน หากได้รับประทานกาแฟสดหรือชาอินเดียเข้าไปแล้วละก็…มีแรงทำงานอีกเพียบ จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะต้องหาที่ทำเลบริเวณในเมือง จึงจะตอบลูกค้าและขายดี

จุดเด่นของแฟรนไชส์กาแฟสด ชาอินเดีย คือ นอกจากจะใช้วัตถุดิบที่นำเข้าจากประเทศอินเดียแล้ว ความหอมกรุ่นซึ่งเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของชาอินเดีย ก็ทำให้มีลูกค้าติดใจกันอย่างล้นหลามและเป็นแบรนด์ที่คนส่วนใหญ่สามารถจดจำได้ เพราะเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์เดินหน้าโปรโมทอย่างต่อเนื่อง ทำให้แบรนด์นี้เป็นที่รู้จักและถูกอกถูกใจของลูกค้าหลายคน

สำหรับราคาแฟรนไชส์อยู่ที่ 6,900 บาทเท่านั้น ระยะเวลาในการคืนทุนประมาณ 1 เดือนหรือขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งเป็นสำคัญ หากใครสนใจสามารถติดต่อได้ทาง กาแฟสด ชาอินเดีย – กาแฟเปอร์เซีย

อันดับที่ 9 แฟรนไชส์ไอศครีมมหาชัย

หากพูดถึงต้นตำรับไอศกรีมกะทิที่ขึ้นชื่อเรื่องของความหวาน มัน อร่อย ก็ต้องนี่เลย ไอศกรีมมหาชัยที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน และตอนนี้ก็ดังไปถึงประเทศจีน นักท่องเที่ยวจีนส่วนใหญ่ที่มาเที่ยวในประเทศไทย หากไม่มากินอาหารไทยและมะม่วง ก็ต้องมาทานไอศครีมกะทิแบบไทยแท้ๆ ซึ่งไอศครีมหาชัยก็ไม่ทำให้ต่างชาติผิดหวัง ถือเป็นซิกเนเจอร์ของการมาเที่ยวเมืองไทยเลยก็ว่าได้

จุดเด่นของไอศกรีมมหาชัยคือ เป็นไอศกรีมกะทิแท้ๆที่ผสมกับเครื่องโรยหน้ามากมาย เช่น ข้าวโพด ลูกชิด วุ้นมะพร้าว ถั่วลิสง ข้าวเหนียว พุทราจีน เยลลี่ ฟักทอง มะยม และอีกมากมายที่ให้ลูกค้าได้เลือกตามความต้องการ ประกอบกับชื่อเสียงที่คนไทยและต่างชาติรู้จักกันดีอยู่แล้ว ทำให้ไม่ต้องไปเสียเวลาโปรโมทให้ยุ่งยากและเปลืองเงิน คุณสามารถซื้อแฟรนไชส์และนำมาขายได้เลย

สำหรับใครที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ นายสมชาย เลิศสมิทวงษ์ เบอร์ 02-977-4961

อันดับที่ 10 แฟรนไชส์ชิกกี้ชิก ไก่ทอดสไตล์ใหม่

แฟรนไชส์ชิกกี้ชิก เป็นธุรกิจภายใต้ชื่อของ บริษัท เอ็มดี 79 เทรดดิ้ง จำกัด โดยบริษัทนี้เขาได้คัดสรรวัตถุดิบที่ได้คุณภาพ สะอาดและปลอดภัยส่งตรงจาก บริษัท พนัสโพลทรี่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแม่ที่ดำเนินกิจการผลิตไก่แบบครบวงจร ใครที่เข้าร่วมกับแฟรนไชส์นี้มั่นใจได้เลยว่าไก่ทุกตัวปลอดภัย ปราศจากสารเร่งการเจริญเติบโตอย่างแน่นอน ผ่านการคัดสรรและได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล

จุดเด่นของแฟรนไชส์ชิกกี้ชิกคือ  “ไก่ทอด สไตล์ใหม่” ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย ด้วยราคาที่เหมาะสม จึงทำให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์มีความสะดวกและง่ายต่อการดำเนินกิจการ เพราะลงทุนน้อย คุณภาพดี รสชาติที่ถูกปากคนไทย ด้วยรสชาติที่มีให้เลือกกว่า 10 แบบ ใครที่เป็นสาวกไก่ทอด บอกเลยว่าไม่ควรพลาด

สำหรับค่าแฟรนไชส์ราคาเพียง 5,000 บาทเท่านั้น ระยะเวลาในการคืนทุน 1 เดือนหรือขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งเป็นสำคัญ  ใครที่สนใจสามารถเข้าไปสอบถามและดูรายละเอียดข้อมูลธุรกิจของแฟรนไชส์นี้ได้ที่  ชิกกี้ชิก

ทั้งหมดที่เรายกตัวอย่างขึ้นมาในวันนี้ ต้องบอกเลยว่าเป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมสูงมาก มีฐานลูกค้าอยู่แล้วและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย หลายๆร้านที่ตัวผู้เขียนมีโอกาสได้ไปใช้บริการ บอกเลยว่าอร่อยจริง คุ้มค่าอย่างแน่นอน อีกทั้งยังสามารถคืนทุนเร็ว ด้วยเงินลงทุนไม่ถึงหลักแสนบาท จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับใครที่อยากหาเงินด้วยการมีธุรกิจเป็นของตนเองแต่มีงบน้อย และไม่มีเวลาในการคิดค้นสูตร คิดค้นผลิตภัณฑ์และหากลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

ซึ่งเราก็หวังว่าข้อมูลที่ได้นำเสนอในวันนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกท่านไม่มากก็น้อย

10 เทคนิคเขียนบทความสั้นๆ แล้วขายสินค้าได้ 2017

ในปัจจุบันยอมรับว่าบทความสั้นๆมีความสำคัญต่อการพัฒนาเว็บไซต์เป็นอย่างมาก รวมถึงสำหรับผู้ที่สร้าง Personal Brand ในตัวอีกด้วย บก.เห็นว่าเรื่องนี้ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องทั้งจากนักเขียนบทความขาย และผู้ที่เป็นเจ้าของธุรกิจเว็บไซต์ ซึ่งนำ

ประเภทบทความสั้นๆที่นิยมนำมาเขียน

1.บทความสั้นๆเกี่ยวกับสุขภาพ

บทความสั้นๆเกี่ยวกับสุขภาพ เป็นบทความที่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับต้นๆของการเขียนบทความสั้นๆ อันอาจเนื่องมาจากปัญหาสุขภาพของคนไทยที่เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับการรักษาพยาบาลที่ยังทำให้ประชาชนต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้น เราจะพบว่าบทความสั้นๆเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพนั้นจะได้รับความสนใจจากผู้อ่านและเกิดการแชร์เป็นจำนวนมาก ดังนั้นหากคุณมีความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพแล้วล่ะก็ บทความสั้นๆเกี่ยวกับสุขภาพ สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้อ่านได้อย่างแน่นอน

2.บทความสั้นๆมีสาระ

บทความสั้นๆ มีสาระ หมายถึงบทความจิปาถะ 108 ซึ่งครอบคลุมทุกหมวด แต่เน้นไปที่มีสาระเป็นสำคัญ คือหมายถึง อ่านแล้วได้ความรู้ตรงตามความต้องการของผู้อ่าน บทความเหล่านี้มักได้รับการแชร์ออกไปเป็นจำนวนมากเชา่นกัน และเรามักพบบทความเหล่านี้ใน Line

3.บทความสั้นๆสอนใจ

อีกหนึ่งประเภทบทความสั้นๆ ที่นิยมมากคือ บทความสั้นๆสอนใจ อาจอยู่ในรูปของคำคม หรือ 10 สิ่ง… ต่างๆ ซึ่งบทความเหล่านี้นั้น สามารถสร้างแรงบันดาลใจ หรือช่วยให้ผู้อ่านปลดทุกข์ในใจได้ จึงถือว่าเป็นบทความสั้นๆที่ได้รับความนิยมมากพอสมมควร

4.บทความสั้นๆภาษาอังกฤษ

บทความสั้นๆภาษาอังกฤษ จัดเป็นบทความที่เป็นยาขมสำหรับนักเขียนชาวไทย เพราะว่าไม่ถนัดในการเขียนภาษาอังกฤษนั่นเอง แต่กระนั้นก็ตาม บทความกลุ่มนี้ก็ได้รับการแชร์ และใช้งานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะใน Fb หรือใน IG ของหลายๆคน นอกจากจะเป็นบทความที่ดูทำให้ผู้อ่านเป็น Hi-so แล้ว ยังเป็นบทความที่เพิ่มพูนความรู้ให้กับตนเองได้ดีอีกด้วย

5.บทความสั้นๆเกี่ยวกับความรัก

เรื่องของความรัก เป็นเรื่องที่ประชากรทุกคนนั้นจะต้องพบเจอ และถือว่ามี Demand ของการอ่านมากที่สุดอีกหนึ่งตลาดเลยครับ ดังนั้นการเขียนบทความสั้นๆเกี่ยวกับความรัก จะเป็นอีกหนึ่งประเภทบทความที่มีโอกาสเกิดการแชร์ออกไปเป็นจำนวนมาก และอาจสร้างกลายเป็นรายได้ให้กับคุณได้เช่นกัน

6.บทความสั้นๆเกี่ยวกับชีวิต

ชีวิตมนุษย์ มีหลายสิ่งที่น่าค้นหาและน่าติดตาม ดังนั้นการร้อยเรียงเรื่องราวของชีวิตออกมาเป็นบทความ น่าจะตอบโจทย์ของผู้แสวงหาความหมายของชีวิตได้ บทความแนวนี้แม้ว่าจะไม่ค่อยหามุม หรือมิติในการทำเงินได้ก็ตาม แต่มันช่วยเพิ่มคุณค่าทางจิตใจให้กับเราได้มากที่เดียวครับ

ข้อดีของการหมั่นเขียนบทความสั้นๆ

1.ลับคมความรู้ในเรื่องที่เราชำนาญ

การเขียนบทความสั้นๆ ช่วยเพิ่มความรู้ความชำนาญให้กับตนเองในเรื่องนั้นๆเพิ่มขึ้น เป็นการเกลาสำนวนการเขียน การดีดดิ้นทางภาษา และการปรุงแต่งความหมายและอรรถรส

2.ช่วยเพิ่ม Value ให้กับสินค้าหรือบริการของคุณเอง

การเขียนบทความสั้นๆ สามารถช่วยเพิ่ม Value ให้กับตนเองได้ โดยเฉพาะหากตัวคุณนั้นเจ้าของแบรนด์ หรือที่เรียกว่า Personal brand บทความสั้นๆที่ดีจะสามารถช่วยสร้างมูลค่าให้กับตัวคุณขึ้นมาได้เพิ่มขึ้น

3.สามารถสร้างรายได้ได้ด้วย

ข้อดีประการสุดท้ายของการเขียนบทความสั้นๆคือ คุณสามารถสร้างรายได้ทั้งแบบ 1.Active หรือแบบ 2.Passive ขึ้นอยู่กับว่าเลือกใช้บทความแบบไหนหรืออย่างไร ซึ่งหากคุณเป็นนักเขียนบทความขาย คุณสามารถขายบทความออกไปได้เลย แต่ถ้าเป็นบทความแบบ Passive นั่นหมายถึงคุณอาจเป็นเจ้าของเว็บ และเขียนบทความลงเว็บไซต์ของตนเองเป็นหลัก

วิธีการวางแนวทางพัฒนางานเขียนบทความสั้นๆ

1.กำหนดวัตถุประสงค์ของการอ่านให้ได้เสียก่อน

เมื่อคุณเกิดแรงบันดาลใจที่จะเขียนบทความสั้นๆ ขึ้นมาเมื่อไหร่ขอให้คณกำหนดวัตถุประสงค์ของการเขียนบทความสั้นๆขึ้นมาว่า ต้องการเขียนเพื่ออะไร หมายถึงเมื่อผู้อ่านอ่านบทความนี้จบ ผู้อ่านจะได้รับอะไร โดยปกติแล้ว บก.จะสรุปออกมาได้ 3 วัตถุประสงค์ด้วยกัน

       1.1อ่านจบแล้ว สามารถแก้ปัญหาบางสิ่งในชีวิตได้

การแก้ปัญหาเช่น ความที่เป็นสิวผด เมื่ออ่านบทความสั้นๆของคุณเกี่ยวกับสิวผดแล้ว สามารถแก้ปัญหาสิวผดในตนเองได้ หรือบางคนอาจกำลังอกหักอยู่ แต่บทความของคุณ เมื่ออ่านจบแล้วทำให้คนที่อ่านนั้นคลายอาการอกหักได้ ซึ่งก็จัดอยู่ในรูปแบบของการแก้ปัญหาอย่างหนึ่งเช่นกัน

       1.2อ่านจบแล้ว สามารถก่อสิ่งใหม่ หรือพัฒนาสิ่งใหม่ๆ หรือที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้นได้

จุดประสงค์ของบทความสั้นๆแบบที่สองคือ เมื่ออ่านแล้ว ทำให้เกิดไอเดีย หรือต้องการต่อยอดทำสิ่งใหม่ หรือทำบางสิ่งให้ดีขึ้น เช่นอาจเป็นบทความ “วิธีเลี้ยงกุ้งในบ่อหลังบ้านสร้างรายได้เดือนละ 100,000 บาท” แบบนี้เป็นต้น บทความแนวนี้มักได้รับความนิยมเมื่อนำมาผนวกกับธุรกิจ หรือบทความที่ต้องการสร้างอินโฟเพอเนอร์ เพื่อขายสินค้า หรือบริการบางอย่าง

       1.3อ่านจบแล้ว สามารถเกิดแรงบันดาลใจในการทำบางสิ่งขึ้นมา

จุดประสงค์ของบทความสั้นๆแบบที่สาม คือ เมื่ออ่านจบแล้วเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมา เช่น มีแรงบันดาลใจในการมีชีวิตต่อไป มีแรงบันดาลใจในการหาเงินเพิ่มขึ้น หรืออาจเป็นแรงบันดาลใจให้เราต้องการท่องเที่ยวหาประสบการณ์ไปทั่วโลก แบบนี้ก็ได้

แก้ – ก่อ – เกิด 3 กอ = วัตถุประสงค์การเขียนบทความสั้นๆ

ลองสังเกตดูนะครับว่า บทความสั้นๆที่มีอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ตนั้น ต่างสรุปมาได้ 3 ข้อเหมือนกับที่ บก.สรุปไว้หรือไม่ แต่ก็อาจมีวัตถุประสงค์อื่นๆได้ครับ ยังไงก็เอามาแบ่งปันกันตรง comment กันได้ครับ

2.เลือกเนื่อหาน่าสนใจ Update และมีฐานข้อมูลจริง

3.เขียนต้นร่างขึ้นมา 1 ฉบับ และพัก 1 วันก่อนเขียนใหม่

เมื่อคุณได้แนวทางการเขียนบทความขึ้นมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเขียนต้นร่างของบทความสั้นๆของคุณขึ้นมา มันอาจจะเป็นแค่หัวข้อขึ้นมาก่อนก็ได้ คุณไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดของบทความ แค่เขียนเป็นกรอบขึ้นมาก็พอ โดยกรอบของบทความสั้นๆนั้นควรประกอบไปด้วย

3.1 ชื่อเรื่อง (ที่สามารถปรับแก้ไขได้)

3.2 ตัวเนื้อหา ที่คุณอาจจะยังเขียนเป็นแค่หัวข้อ หรือประเด็นก่อนก็ได้

การเขียนต้นร่างนั้นไม่จำเป็นต้องลงเนื้อหาเยอะมากนะครับ เว้นแต่ว่าคุณนั้นมีเวลา และพร้อมที่จะเขียนมันขึ้นมาจนเสร็จ อย่างนี้คุณก็สามารถลงเนื้อหาหรือรายละเอียดของบทความลงไปได้เลย โดยหลักการคือ เมื่อเขียนบทความเสร็จแล้ว คุณจะต้องเก็บไว้อย่างน้อยสัก 1 – 2 วันก่อนที่จะกลับมาแก้ไขสำนวนและตรวจบทความนั้นอีกครั้ง ซึ่งในขั้นตอนของการตรวจบทความนี้ล่ะครับ จะช่วยให้บทความของคุณนั้นมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

4.แก้ไขบทความสั้นๆนั้นอีกครั้งก่อนเผยแพร่

5.เพิ่มมูลค่าให้กับบทความสั้นๆด้วยกรอบรูปภาพ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ บก.คิดว่าหลังจากที่ได้นำเสนอแนวทางการเขียนบทความสั้นๆ พร้อมกรอบบทความสั้นๆยอดนิยมแล้ว คิดว่าผู้อ่านคงมองเห็นแล้วว่าตนเองนั้นจะสามารถเขียนบทความสั้นๆในแนวทางใด หรือนำความรู้ในการเขียนบทความนี้ไปประยุกต์ใช้กับเว็บไซต์ หรือธุรกิจของตนเองยังไงบ้าง

อย่าลืมนะครับ หลักสำคัญของการเขียนบทความสั้นๆ คือ ต้องเขียนบทความให้ได้ต่อเนื่องอย่างน้อย 21 วัน เพื่อให้ทักษะของเราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นครับ และก็ลองนำไปใช้เขียนลง facebook หรืออัพสเตตัสของคุณดู

แบบฝึกหัดทบทวนความรู้ท้ายบทความ

  • 1.บทความสั้นๆหมายถึงอะไร
  • 2.ประเภทของบทความสั้นๆที่นิยมเขียน มีอะไรบ้าง
  • 3.จงบอกข้อดีของการเขียนบทความสั้นๆ
  • 4.จงบอกขั้นตอนการเขียนบทความสั้นๆ ว่ามีกี่ขั้นตอนอะไรบ้าง
  • 5.ลองเขียนบทความสั้นๆขึ้นมา 1 บท และส่งให้ บก.ฮีโร่ซังช่วยตรวจบทความที่ articleheros@gmail.com

5 เทคนิคการรับเขียนบทความสุขภาพ 2017

healthy-750x422

ถ้าคุณติดตามข่าวสารในวงการธุรกิจเมื่อสองสามเดือนที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าคุณจะต้องได้รับข่าวสารสำคัญ นั่นคือ การขายพื้นที่บางส่วนของโรงแรมปาร์คนายเลิศ ให้กับ ดร.ประเสริฐ ปราสาททองโอสถ เศรษฐีหุ้นใหญ่ของเมืองไทย และผู้ถือหุ้นโรงพยาบาลมากที่สุด ซึ่งตรงข่าวนี้เอง ทำให้ผมสามารถวิเคราะห์ได้ทันทีว่า ในปี 2017 เป็นต้นไป ประเทศไทยของเรา กำลังก้าวเข้าสู่การเป็น Hub Healthy of Asia อย่างแน่นอนครับ

ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือโอกาสในการพัฒนาและผลิต content ที่น่าสนใจมากมายเกี่ยวกับเรื่องของบทความสุขภาพ ดังนั้นสำหรับนักเขียนบทความ ตรงนี้ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญ ที่คุณจะเปิดบริการ รับเขียนบทความสุขภาพขึ้นมา เพื่อให้บริการกับกลุ่มธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพและความงามครับ แต่สำหรับใครที่สนใจ และไม่รู้ว่าควรวางกรอบในการรับเขียนบทความสุขภาพอย่างไร ผมมีแนวทางอย่างง่ายๆมาฝากกันดังนี้ครับ

1.ค้นหาแหล่งข้อมูลประกอบการรับเขียนบทความสุขภาพ

สุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญ นักเขียนบทความจะไม่สามารถเขียนบทความแบบมั่วๆขึ้นมาแล้วขายได้ แต่จะต้องเขียนบทความขึ้นมาบนฐานข้อมูลที่ถูกต้อง และมีการอ้างอิงงานวิจัยต่างๆ ดังนั้นฐานข้อมูลที่สำคัญประกอบการรับเขียนบทความสุขภาพ คือ ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ หรือบทความวารสารสุขภาพในต่างประเทศครับ ตอนผมเป็นโรค svt ผมก็ได้ข้อมูลจากต่างประเทศนี่ล่ะครับในการดูแลสุขภาพของตนเอง ดังนั้นคุณก็หาข้อมูลสำคัญๆ จากแหล่งข้อมูลที่ผมแนะนำไปนี้

2.กำหนดราคาให้พอเหมาะ

เรื่องราคาเป็นสิ่งที่ตอบได้ยากทีเดียวในการเขียนบทความ โดยเฉพาะการรับเขียนบทความสุขภาพ แต่เพื่อให้เห็นเป็นกรอบในการรับเขียนบทความอย่างชัดเจน ผมขออ้างอิงเรทราคาตามนี้นะครับ

  • ไม่เกิน 300 คำไทย ราคา 100 บาท
  • ไม่เกิน 500 คำไทย ราคา 300 บาท
  • ไม่เกิน 1,000 คำไทย ราคา 500 บาท
  • ความยาวเกินกว่า 1,000 คำไทย ราคาไม่ต่ำกว่า 500 บาท

ถ้าคุณเป็นคนว่าจ้างนักเขียนบทความสุขภาพ ผมแนะนำว่าให้จ้างในราคานี้ครับ และอย่าไปจ้างนักเขียนบทความที่ราคาถูกเกินไป เพราะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ ยอมจ้างราคาที่แพงกว่าเพื่อให้ได้งานที่มีคุณภาพและมาตรฐานที่ดีกว่าครับ

3.เขียนบทความสุขภาพตัวอย่างให้ลูกค้าของคุณพิจารณา

ผมแนะนำให้คุณเขียนบทความสุขภาพขึ้นมาจำนวน 4 บท โดยมีเนื้อหาที่มีความแตกต่างกัน และจำนวนคำไทยที่แตกต่างกันด้วย การทำแบบนี้เป็นการมอบโอกาสให้ลูกค้าของคุณมีโอกาสเลือกบทความ ว่าต้องการบทความตรงกับสำนวนการเขียนในแบบของเราหรือไม่ หากไม่ตรงหรือว่าเขียนไม่ได้ก็จะได้ไม่ต้องมาเป็นปัญหากันในภายหลังครับ สำหรับใครที่ไม่แน่ใจว่าจะเขียนบทความสุขภาพอะไรดี งั้นผมแนะนำตามนี้ครับ

  • เรื่องที่ 1 เขียนบทความเกี่ยวกับเคล็ดลับการดูแลสุขภาพ 500 คำไทย
  • เรื่องที่ 2 เขียนบทความเชิงวิชาการ เกี่ยวกับการรักษาโรคบางอย่าง 1,500 คำไทย
  • เรื่องที่ 3 เขียนบทความเกี่ยวกับ อันตรายของโรคบางประการ 1,000 คำไทย
  • เรื่องที่ 4 เขียนบทความเกี่ยวกับอาหารเสริม 300-500 คำไทย

ลองใช้แนวทางทั้งสี่หัวข้อไปเปนประเด็นในการเขียนบทความสุขภาพตัวอย่างให้ลูกค้านะครับ

4.อย่าลืมใช้ Pattern A1

เวลาเราซื้อสินค้าที่ห้างสรรพสินค้า เราก็ต้องการให้สินค้ามีคุณภาพเหมือนๆกันฉันใด ลูกค้าก็ต้องการบทความที่มีคุณภาพเหมือนๆกันทุกฉบับฉันนั้น ดังนั้น สิ่งเดียวที่จะทำให้บทความนั้นมีคุณภาพเหมือนหรือใกล้เคียงกันคือ Pattern ครับ โดย Pattern A1 คือรูปแบบที่ง่ายที่สุดและดีที่สุดในการนำมาเขียนเป็นบทความสุขภาพ สำหรับใครที่ต้องการศึกษาเรื่องของ Pattern A1 สามารถหาอ่านได้จากหนังสือ “ใครๆก็เขียนได้” ฉบับ บก.ฮีโร่ซังนะครับ

5.เคล็ดลับเล็กๆน้อยในการรับเขียนบทความสุขภาพ

ข้อสุดท้ายนี้ผมอยากแบ่งปันเทคนิคเล็กๆน้อยเพื่อให้การรับเขียนบทความสุขภาพของคุณ มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นครับ

  • จงใส่งานวิจัยทางสุขภาพลงไปในบทความอย่างน้อย 1 ชิ้นงาน
  • จงใช้สำนวนภาษาแบบกึ่งทางการในการเขียนบทความสุขภาพ
  • จงเขียนบทความโดยเริ่มต้นจากปัญหาที่คนไข้ประสบ และไปจบลงที่วิธีการรักษา
  • หากมี motto หรือคำคมดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ ให้ใส่ลงไปด้วยอย่างน้อย 1 ตำแหน่ง
  • ระวังเรื่องคำผิด
  • ใส่ภาษาอังกฤษ หรือศัพท์เฉพาะลงไปในบทความสุขภาพด้วย จะทำให้บทความสุขภาพของคุณดูแพงขึ้น

ลองนำเทคนิค 5 ข้อเพื่อการรับเขียนบทความสุขภาพนี้ไปปรับใช้กับการเขียนบทความของคุณนะครับ และผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่างานเขียนบทความสุขภาพของคุณ จะต้องถูกใจลูกค้าอย่างแน่นอน

แนวทางวางกลยุทธ์ในการเขียนบทความลงเว็บ ปี2017

เหลืออีกไม่กี่วันแล้วนะครับ ก็จะเข้าสู่ปีใหม่ของไทย ซึ่งแอดมินเองก็ตื่นเต้นเช่นกันเพราะว่าในปีใหม่นี้มีกิจกรรมอะไรมากมายเลยที่จะต้องทำ โดยเฉพาะในเรื่องของการขยายธุรกิจด้าน content ครับ สำหรับใครที่อ่านบทความนี้อยู่ แอดอยากจะขอแชร์แนวทางการเขียนบทความลงเว็บในปี 2017 ให้ฟังกันเสียหน่อย

เหตุผลเพราะ ในปีหน้านี้นั้น ในความคิดส่วนตัวของแอดคิดว่า นี่ล่ะ คือปีทองอย่างแท้จริง เป็นปีที่เราทุกๆคนที่ทำสื่ออนไลน์ทั้งหลายจะต้องทุ่มเทความสามารถและสรรพกำลังต่างๆ เพื่อใช้เว็บไซต์ของเรา ให้ทำกำไรจากลูกค้าสูงสุด ดังนั้นอะไรล่ะที่ควรทำบ้างในปีหน้านี้ มาอ่านและจดไว้ใช้พร้อมๆกันเลยครับ

1.ต้องเขียนบทความลงเว็บให้ได้เดือนละ 5 – 10 บท

2.บทความควรมีคำไทยประมาณ 1,790 คำไทยขึ้นไป เพื่อให้มีผลดีที่สุดในทาง SEO และต่อผู้อ่านด้วย

3.เขียนบทความเน้นเชิงแก้ปัญหา เชิงก่อไอเดีย เชิงเกิดแรงบันดาลใจเป็นสำคัญ

4.ปรับแต่งเนื้อหาในเว็บไซต์ โดยอาจเพิ่มคำว่า 2017 เข้าไปในหัวข้อบทความด้วย

5.ลดการจ้างเขียนบทความ และเน้นไปที่การเขียนบทความเอง

6.ลองใช้ระบบ SOS เข้ามาช่วยในการเขียนอีเมล์หาลูกค้า

7.ภาพประกอบบทความยังมีความจำเป็น แต่อาจใช้ภาพเชิงเดี่ยว คือภาพที่หัว Topic อย่างเดียวก็ได้

ถือเป็นแนวทางในการวางกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาเว็บไซต์ด้วยบทความอย่างง่ายๆครับ แต่ให้ประสิทธิผลที่ดีมากเลยทีเดียว ดังนั้นเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นโดยเฉพาะด้านทราฟิกอย่าลืมนำความรู้เหล่านี้ไปปรับใช้นะครับ