เขียนบทความอย่างไร ให้คนอ่านกดไลท์ กดแชร์

เป็นธรรมดาของงานเขียนบทความที่ต้องการให้ผู้อ่านรู้สึกถูกใจและอยากกดไลท์ กดแชร์ขึ้นมา ซึ่งเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ช่องทางหนึ่งที่สามารถโปรโมทสินค้าและบริการได้อย่างง่ายดาย โดยที่ไม่ต้องเสียเงินไปกับการโฆษณา อีกทั้ง ยังส่งผลต่อการรับรู้ถึงลูกค้าในกลุ่มอื่นๆอีกด้วย ซึ่งหัวใจสำคัญคือ การเขียนบทความที่มีคุณภาพและสาระประโยชน์ที่ทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจ แต่จะทำอย่างไรกันบ้างนั้น วันนี้ ผู้เขียนมีเทคนิคดีๆที่นำมาฝากกัน

หัวใจสำคัญคือ บทความที่มีคุณภาพ 

การเขียนบทความที่มีคุณภาพจะทำให้บทความมีความโดดเด่นและแตกต่างจากบทความทั่วไป ตรงที่เน้นการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย / ผู้อ่านเป็นใคร / เนื้อหาสาระภายในบทความมีประโยชน์หรือไม่ ซึ่งสิ่งสำคัญคือ การหาข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ จากนั้นก็เรียงลำดับความคิดเพื่อเขียนบทความตามโคร่งร่างที่ได้ร่างเอาไว้ เสร็จแล้วก็ทำการตรวจสอบคำถูก คำผิด เว้นวรรคให้ถูกต้อง อ่านแล้วเข้าใจง่าย จึงจะเป็นบทความที่มีคุณภาพ เมื่อคนเข้ามาอ่านก็จะเกิดความรู้สึกอยากกดไลท์ กดแชร์

อัพเดทข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ 

บทความในเว็บไซต์ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งในการหาความรู้และหาข้อมูลของผู้อ่าน สังเกตมั้ยว่า เวลาที่เราต้องการซื้อของหรืออยากทราบข้อมูลอะไร อย่างแรกที่จะทำคือ หาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจ ซื้อสินค้า ขายสินค้า ทุกอย่างล้วนหาได้จากโซเชียลมิเดีย ดังนั้น การมีบทความที่ใส่ข้อมูล ประโยชน์ คุณลักษณะของสินค้า – บริการลงไป จะช่วยให้ผู้ซื้อขายและกลุ่มเป้าหมาย หาสินค้าและบริการของเราได้ง่ายมากขึ้น

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรลืมใส่ผลการตอบรับ ว่าเป็นอย่างไร เพื่อให้ลูกค้ามีความเชื่อถือและมั่นใจในสินค้าและบริการของคุณมากขึ้น เช่น บทความรีวิวจากผู้ใช้งาน โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความสวยความงาม การมีบทความประเภทนี้จะช่วยให้ผู้อ่านค้นหาได้ง่ายและเชื่อถือในตัวสินค้ามากขึ้น สามารถทำได้ง่ายๆด้วยการส่งสินค้าให้กับนักเขียนหรือบล็อกเกอร์ได้ทดลอง พร้อมกับให้รีวิวออกมา เพียงเท่านี้ก็จะเป็นการประชาสัมพันธ์ที่ใช้เวลาไม่นาน แต่รับรองว่าได้ผลที่คุ้มค่ามาก

เพิ่มฟังก์ชั่นกดไลท์ กดแชร์ 

ทุกวันนี้เว็บไซต์และบล็อกเริ่มปรากฏปุ่มไลท์ ปุ่มแชร์ ให้ผู้อ่านที่สนใจนำไปเผยแพร่ต่อ เนื่องจากการเขียนบทความลงเว็บไซต์ในปัจจุบันได้รับความนิยมจากผู้อ่านมากกว่าเมื่อก่อนมาก เพราะความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาหาข้อมูลทางหนังสือหรือลองผิดลองถูกเพียงอย่างเดียว ทำให้บทความที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการมีโอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น อีกทั้ง ยังมีช่องแสดงความคิดที่ให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอีกด้วย

ทำเว็บไซต์ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ  

สมัยนี้หากมีสินค้าและบริการจะไม่ใช่แค่การวางขายให้กับคนไทยเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่ยังมีตลาดต่างประเทศอีกหลายแห่งที่พร้อมรับสินค้าไทยไปวางจำหน่าย โดยเฉพาะประเทศในแถบอาเซียนและประเทศจีน เพราะฉะนั้น การเขียนบทความภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับสินค้า – บริการรวมถึงการรีวิวสินค้าเป็นภาษาอังกฤษ จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและฐานบริโภคในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีนักเขียนบทความภาษาอังกฤษมากมายคอยให้บริการ แน่นอนว่าเรทราคาจะแพงกว่าบทความภาษาไทย 2 – 3 เท่า

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญในการเขียนบทความทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยคือ การวิเคราะห์คีย์เวิร์ดและสอดแทรกเข้าไปในเนื้อหาอย่างแนบเนียน เพราะเมื่อผู้อ่าน อ่านสินค้าและบริการในบทความจะเกิดความรู้สึกอยากซื้อมาทดลองใช้ ทำให้มียอดสั่งซื้อเพิ่มมากขึ้น ถือเป็นการลงทุนต่ำแต่คุ้มค่ามาก เพราะบทความจะอยู่กับเราตลอดไปแถมยังนำมาต่อยอดเป็นโฆษณาในโซเชียลมีเดียได้ ทั้งนี้ ควรมีบทความเอาไว้ในสต็อกสัก 50 บทความขึ้นไปจะดีมาก

เขียนให้อ่านง่าย  

การเขียนบทวาม ไม่ว่าจะเป็นบทความโฆษณา บทความวิชาการ บทความทั่วไป อย่างหนึ่งที่ไม่ควรลืม ถ้าอยากให้ผู้อ่านกดไลท์ กดแชร์ได้เยอะๆ นั่นคือ การใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เมื่อเขียนจบให้ลองกลับมาอ่านอีกครั้งว่าเข้าใจหรือไม่ ถ้าแม้แต่ตัวคุณยังไม่เข้าใจหรือรู้สึกไม่ลื่นไหล ผู้อ่านเองก็รู้สึกแบบเดียวกัน ไม่ต้องกังวลว่าบทความจะยาวไปหรือไม่ แต่ให้เน้นในเรื่องข้อมูลว่ามีครบถ้วนและถูกต้องหรือเปล่า นอกจากนี้ ต้องระวังในเรื่องการเว้นบรรทัดด้วย แนะนำให้เว้นทุกๆ 4 – 5 บรรทัดจะทำให้บทความออกมาดูดีที่สุด

ลองให้ผู้อ่านได้มีส่วนร่วม 

เคยมั้ยที่หลายบทความ เมื่อได้โพสต์ลงไปแล้วเงียบ ไม่มีการกดไลท์ กดแชร์ ไม่คอมเม้นท์ใดๆทั้งสิ้น นั่นเป็นเพราะบทความของเรา มันดูแน่นซะจนผู้อ่านไม่รู้จะแสดงความคิดเห็นจากตรงไหน เทคนิคง่ายๆที่ผู้เขียนใช้เป็นประจำคือ ทุกครั้งที่เขียนบทความจบ ให้ลองตั้งคำถาม ชวนคุยหรือทิ้งข้อคิดดีๆไว้ให้ผู้อ่านได้คิดตามหรือนำไปใช้ การทำแบบนี้จะทำให้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของบทความและรู้สึกเป็นกันเอง จนอยากจะกดไลท์ กดแชร์ กดติดตามการอัพเดทข้อมูลและบทความใหม่ๆของเว็บไซต์นี้ต่อไป

ทั้งหมดนี้คือ เทคนิคง่ายๆที่จะทำให้บทความของคุณมีการกดไลท์ กดแชร์และพูดถึงกันอีกเพียบ อย่างไรก็ตาม เทคนิคที่ใช้ไม่ได้เป็นเทคนิคที่ตายตัว ใครถนัดแนวทางไหนก็สามารถนำไปปรับใช้กันได้ สุดท้ายนี้ เมื่ออ่านแล้วได้ประโยชน์ อย่าลืมกดไลท์ กดแชร์ หรือ เขียนคอมเม้นท์กันไว้ด้วย รับรองว่าคราวหน้าจะนำบทความสาระดีๆ ใช้ประโยชน์ได้จริงมาฝากกันอีกเช่นเคย

 

6 เทคนิค เขียนบทความวิชาการ

การเขียนบทความวิชาการที่ดี เป็นศิลปะของการถ่ายทอดอย่างหนึ่ง เพราะทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจในเนื้อหา โดยเฉพาะเนื้อหาที่เข้าถึงยาก แต่สามารถทำให้คนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในวงการนั้นๆสามารถเข้าใจได้ ซึ่งต้องใช้ทักษะและเทคนิคการเขียนพอสมควร แต่ทั้งนี้ การเขียนบทความวิชาการให้มีคุณภาพก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถ้าใครเป็นมือใหม่อาจจะต้องใช้เวลาฝึกฝนกันสักหน่อย เพราะของแบบนี้ ขึ้นอยู่กับความตั้งใจและการพัฒนาของแต่ละคน ซึ่งเทคนิคหลักๆที่จะต้องมี ผู้เขียนได้รวบรวมมาไว้ ณ บทความนี้แล้ว

เข้าใจว่าบทความที่เขียนว่ามีวัตถุประสงค์อะไร 

ผู้เขียนต้องทราบว่าบทความที่จะเขียนมีคอนเซ็ปต์อะไร ต้องการสื่อถึงผู้อ่านกลุ่มไหน เพื่อจะได้วางโครงเรื่องและใช้ภาษาให้เหมาะสมกับบริบทของบทความ ตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นงานเขียนทางวิชาการ ควรใช้ภาษาที่เป็นทางการ ไม่เขียนแบบล้อเลียนหรือใช้ภาษาวิบัติ ที่สำคัญคือ อย่าลืมเรื่องการให้เครดิตข้อมูลที่นำมาอ้างอิง เพราะการเขียนบทความแนวนี้ จำเป็นต้องใช้หลักฐานและเอกสารข้อมูลในแหล่งอื่นๆ มาช่วยยืนยันและสนับสนุนข้อมูลที่เขียนด้วยเสมอ

เข้าใจเนื้อหาอย่างถ่องแท้

การเขียนบทความวิชาการที่ดี ผู้เขียนจะต้องเข้าใจและเข้าถึงเนื้อหาที่จะใช้เขียนได้เป็นอย่างดี ซึ่งในข้อนี้มีความสำคัญมาก เพราะจะต้องนำข้อมูลที่ได้มาถ่ายทอดให้ผู้อ่านเข้าใจ อย่าลืมว่า งานเขียนวิชาการ บางครั้งใครที่ไม่ได้อยู่ในวงการนั้นๆ จะไม่รู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร ใช้ประโยชน์อย่างไร ยิ่งมีคำศัพท์เฉพาะ ยิ่งทำให้เข้าใจยากเข้าไปอีก ตัวอย่างเช่น เขียนบทความเรื่อง ระบบประมวลผลกลุ่มเมฆ ผู้เขียนต้องเข้าใจว่าจะทำอย่างไรให้ผู้อ่านเข้าใจว่าสิ่งนี้คืออะไร นั่นจึงถือว่าการเขียนบทความวิชาการของคุณประสบความสำเร็จ

พาดหัวข้อและจับประเด็นให้อยู่หมัด 

เวลาตั้งชื่อหัวข้อของบทความ ควรใช้คำที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกอยากอ่านและต้องมีความหมายครอบคลุมกับเนื้อหาที่เขียน เพื่อให้ผู้อ่านทราบว่าบทความนี้จะเอ่ยถึงอะไร ตัวอย่างเช่น ในบทความนี้กล่าวถึงเทคนิคต่างๆในการเขียนบทความวิชาการ ก็ตั้งชื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาที่นำมาเขียน รวมถึงย่อหน้าในแต่ละพารากราฟ โดยประเด็นย่อยเหล่านี้ต้องไปในทางเดียวกับคำพาดหัวด้วย

เรียบเรียงประโยคให้ดี  

นักเขียนมือใหม่หลายคนมักลืมใส่คำเชื่อม จนทำให้การอ่านเกิดสะดุดและดูไม่ลื่นไหล เทคนิคง่ายๆในการร้อยเรียงประโยคในบทความวิชาการ รวมทั้งบทความประเภทอื่น ทำได้โดย เมื่อเขียนเสร็จ ให้พักไว้สักครู่แล้วค่อยกลับมาอ่านอีกครั้ง ในระหว่างที่อ่านทวน หากเจอประโยคไหนหรือข้อความใดที่อ่านแล้วเกิดสะดุด ดูไม่ลื่นไหลและไม่คล้องจองกับเนื้อหาโดยรวม ก็ให้ทำการแก้ไขหรือเรียบเรียงใหม่จะดีกว่า

เขียนโครงร่างของบทความ  

การสร้างโครงเรื่องของบทความวิชาการ มีความหลากหลายมาก แต่หลักๆจะมีต้องมี หัวข้อเรื่อง บทนำ เนื้อเรื่องและบทสรุป ซึ่งสไตล์การเขียนแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะขึ้นต้นบทนำด้วยประโยคที่ชวนให้คิดตาม ตั้งคำถาม หรือกล่าวแบบกว้างๆแล้วค่อยลงลึกไปในรายละเอียด โดยสิ่งที่ขาดไม่ได้ในบทความวิชาการได้แก่

  • บทนำ ให้ผู้อ่านทราบคร่าวๆว่าเนื้อหาในบทความนี้จะกล่าวถึงเรื่องใดบ้าง เพื่อให้เข้าถึงเนื้อเรื่องได้เร็วขึ้น ยกตัวอย่างเช่น บทความวิชาการเกี่ยวกับแผงโซลาร์เซลล์ อาจจะเกริ่นคร่าวๆถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าในรูปแบบต่างๆ ก่อนจะเอ่ยถึงพลังงานโซลลาร์เซลล์ที่สามารถนำมาใช้ทดแทนกับพลังงานไฟฟ้าได้ ก่อนจะกล่าวถึงความหมายและเนื้อหาในส่วนต่างๆที่จะกล่าวถึงในบทความต่อไป
  • เนื้อเรื่อง ส่วนที่บรรยายรายละเอียด ซึ่งผู้เขียนต้องสื่อถึงผู้อ่าน โดยผู้เขียนต้องรู้รายละเอียดเกี่ยวกับ เรื่องที่เขียนพอสมควร ซึ่งการเขียนบทความทั่วไปกับบทความวิชาการ จะแตกต่างกันตรงที่บทความทั่วไป สามารถหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต หนังสือ ประสบการณ์ใกล้ตัวมาเขียนเองได้เลย แต่สำหรับบทความวิชาการ บางครั้งผู้เขียนจะต้องไปหาข้อมูลปฐมภูมิด้วยตนเอง เช่น การสัมภาษณ์จากผู้รู้ การวิจัยด้วยตนเองหรือทำทั้งสองอย่างประกอบกัน
  • บทสรุป ส่วนปิดท้ายของบทความ สามารถทำได้หลายแบบ เช่น อาจจะสรุปประเด็นแล้วให้ผู้อ่านได้คิดกันต่อ อาทิ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราควรหันมาใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย หรือจะเป็นการปิดท้ายบทความแบบสรุปประเด็น อาทิ การใช้พลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์นั้นมีประโยชน์ ดังนั้น ควรหันมาให้ความรู้และส่งเสริมการใช้พลังงานด้านนี้กันดีกว่า ส่วนใครที่สัมภาษณ์ผู้อื่น อาจจะกล่าวในสรุปสุดท้าย เพื่อเป็นการขอบคุณก็สามารถทำได้เช่นกัน

อย่าลืมทบทวนและแก้ไขบทความ 

เมื่อเขียนบทความเสร็จแล้ว ผู้เขียนควรมีการทบทวนแก้ไข สิ่งสำคัญคือ ควรตรวจทานในเรื่องของการใช้ภาษาที่ฟุ่มเฟือย การสะกดคำ คำเชื่อมและเว้นวรรคที่ถูกต้องตามหลักของภาษา นอกจากนี้ ยังต้องตรวจสอบเอกสารอ้างอิงต่างๆที่นำมาใช้อีกครั้งว่าถูกต้อง ครบถ้วนหรือไม่ เนื่องจากการเขียนบทความวิจัยและบทความวิชาการ จำเป็นต้องอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งที่มาต่างๆ เพื่อให้บทความมีความน่าเชื่อถือ ไม่กล่าวลอยๆโดยที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน

ทั้ง 6 เทคนิคนี้ ใครที่สนใจหรือได้รับโจทย์เกี่ยวกับการเขียนบทความวิชาการ ก็สามารถนำเทคนิคดังกล่าวนี้ไปประยุกต์ใช้กันได้ ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนมือใหม่ นักเรียน นักศึกษาที่ต้องทำบทความวิชาการส่งอาจารย์ สามารถนำไปใช้ได้เลย แต่ที่สำคัญ อย่าลืม หมั่นฝึกฝน พัฒนาตนเองจนเกิดความชำนาญ เพียงเท่านี้ก็สามารถเขียนบทความวิชาการออกมาได้อย่างมีคุณภาพ กระชับ ต่อเนื่องและมีความน่าอ่านแบบไม่น่าเบื่อแล้ว