7 ข้อควรรู้ ถ้าอยากเขียนบทความคุณภาพ

ต้องบอกก่อนว่าจริงๆแล้ว การเขียนบทความไม่ได้มีสไตล์การเขียนที่ตายตัว แต่จะขึ้นอยู่กับข้อมูลและสำนวนของผู้เขียนแต่ละท่านเป็นหลักมากกว่าที่เป็นตัวตัดสินว่างานเขียนของคุณจะถูกใจผู้อ่านหรือไม่  อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะสามารถเขียนอะไรลงไปก็ได้ตามที่ต้องการ เพราะในบทความนี้จะกล่าวถึง 7 ข้อควรรู้ที่ไม่ควรใช้ในการเขียนบทความมาฝากผู้อ่านและนักเขียนหน้าใหม่ทุกท่านกัน บอกเลยว่าถ้าอยากให้บทความออกมามีคุณภาพแล้วละก็ แนะนำว่าต้องอ่านให้จบ

1.ตั้งชื่อบทความแบบขอไปที 

หรือเรียกง่ายๆก็คือ การตั้งชื่อหัวข้อที่ไม่น่าสนใจจนผู้อ่านส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่คลิกเข้าไปอ่านนั่นเอง เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญถ้าอยากให้คนอ่านสนใจบทความของคุณ ต้องเลือกที่จะตั้งชื่อให้ดูน่าสนใจ ซึ่งทริคง่ายๆที่ผู้เขียนเชื่อว่าหลายคนคงเห็นอยู่เป็นประจำแถมยังดึงดูดผู้อ่านได้มากมาย นั่นคือ การตั้งชื่อหัวข้อให้มีตัวเลข เช่น 5 เคล็ดลับกินอย่างไรไม่อ้วน  3 เทคนิคพิชิตหุ่นสวย  10 วิธีป้องกันอันตรายเวลาไปเที่ยวต่างประเทศ เป็นต้น

เนื่องจากชื่อเรื่องเหล่านี้ จะทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกอยากรู้ อยากเห็นว่าไอ้ 3 วิธี / 5 วิธี / 10 วิธี ที่ว่ามานี้มีอะไรกันบ้าง จนต้องคลิกเข้าไปอ่านให้ได้

2.เว้นบรรทัดเป็นเรื่องสำคัญ

เคยมั้ยที่หลายครั้ง เวลาอ่านบทความที่ไม่มีการเว้นบรรทัดหรือเว้นบรรทัดที่ไม่ถูกต้อง จะทำให้ผู้อ่านไม่เข้าใจในเนื้อหาที่อ่านหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนไป บางครั้งก็เจอบทความที่ยาวต่อๆกันแบบไม่มีพารากราฟ ซึ่งทำให้การอ่านค่อนข้างยากลำบากและขาดความสนใจขึ้นมาได้ ดังนั้น การเขียนบทความที่ดี ใน 1 พารากราฟควรมีประมาณ 4 – 5 บรรทัด แบ่งเป็นหัวข้อย่อยๆให้ผู้อ่านจับใจความได้อย่างสะดวก แต่ข้อควรระวังคือ อย่าเว้นเยอะเกินไป อย่างเช่น พารากราฟละ 2 บรรทัด เพราะผู้อ่านจะรีบคลิกออกทันที

3.ห้ามใช้ภาษาวิบัติ  

เนื่องจากภาษาวิบัติเป็นภาษาที่ต้องแปลความหมายอีกครั้งหนึ่ง ถ้าหากใช้ภาษาวิบัติติดกันเยอะๆก็จะส่งผลให้การแปลความหมายยากขึ้นไปอีก แม้ในหมู่วัยรุ่นจะเข้าใจได้ง่าย เพราะมีการใช้ภาษาวิบัติกันอย่างแพร่หลาย แต่ในทางกลับกัน อย่าลืมว่าผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตและเข้ามาอ่านบทความ ไม่ได้มีแค่กลุ่มวัยรุ่นเท่านั้น แต่ยังมีผู้ใหญ่และเด็ก ซึ่งหลายคนก็ไม่คุ้นชินกับคำศัพท์ดังกล่าว ทำให้ไม่เข้าใจเนื้อหาของบทความและมองว่าบทความไม่มีคุณภาพ เพราะฉะนั้น ควรหันมาส่งเสริมการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องกันจะดีกว่า

4.ไม่เขียนกำกวมหรือหวือหวาเกินไป  

ไม่ว่าจะเป็นบทความภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ หากบทความนั้นๆ ไม่สามารถสื่อสารได้ตรงประเด็นและไม่เป็นสาระแก่ผู้อ่าน บทความเหล่านี้ก็ถือเป็นบทความที่ขาดคุณภาพในตัวเอง โดยเฉพาะการเลือกใช้ภาษาที่หวือหวาและกำกวมจนเกินไป จะทำให้งานขาดความน่าเชื่อถือเอาได้ โดยเฉพาะบทความวิชาการที่จำเป็นจะต้องใช้ภาษาที่เป็นทางการแต่ดูเข้าใจง่าย เพื่อให้ผู้อ่านทั่วไปเข้าถึงเนื้อหาสาระของบทความได้ง่ายขึ้น

5.อย่าเขียนบทความที่หาสาระไม่เจอ  

ผู้เขียนเชื่อว่าหลายคนคงเคยเจอบทความประเภทนี้มาเยอะหรือแม้กระทั่งบทความข่าวของสำนักข่าวบางแห่ง คลิกเข้าไปอ่านจนจบ สุดท้ายก็ไม่สามารถจับประเด็นหรือได้เนื้อหาสาระที่มากกว่าเดิม สิ่งเหล่านี้นอกจากจะทำให้บทความไม่มีคุณภาพแล้ว ยังส่งผลให้เว็บไซต์หรือตัวผู้เขียนดูน่าเชื่อถือน้อยลงอีกด้วย เพราะแสดงให้เห็นว่าผู้เขียนไม่ได้ตั้งใจเขียนบทความและไม่ตั้งใจที่จะค้นคว้าข้อมูลอย่างลึกซึ้ง แต่กลับเขียนมาเพื่อให้มีบทความลงอัพเดทในเว็บไซต์เท่านั้น สุดท้ายผู้อ่านก็จะเลิกติดตามไปในที่สุด

6.ระวังเรื่องการใช้รูปภาพ  

หากเขียนบทความสั้นๆประมาณ 300 – 500 คำ การใช้รูปภาพประกอบที่เหมาะสมกับเนื้อหาถือเป็นวิธีการที่ดีที่ทำให้บทความของคุณดูมีสีสันและน่าสนใจมากขึ้น แต่ข้อควรระวังคือ อย่าเยอะเกินไปจนเนื้อหาในบทความดูด้อยคุณค่าลง ยกเว้นแต่ว่าบทความเหล่านั้นเป็นบทความแนวรีวิว เพราะจำเป็นต้องใช้รูปเป็นองค์ประกอบให้ผู้อ่านเข้าถึงตัวสินค้าได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม หากเป็นบทความยาว 1,000 คำขึ้นไปและไม่ใช่แนวรีวิว ถ้าใช้รูปภาพเยอะ จะส่งผลให้ผู้อ่านตาลายและจับใจความของเนื้อหาได้ยากขึ้น

7.หลีกเลี่ยงการใช้คีย์เวิร์ดโดยไม่มีความหมาย  

กล่าวคือ หากเขียนบทความเพื่อทำ SEO แน่นอนว่า จำเป็นต้องมีคีย์เวิร์ดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ทั้งนี้ ต้องระวังไม่ให้การใช้คีย์เวิร์ดดูฟุ่มเฟือยและมากเกินความจำเป็น จนขาดการเชื่อมโยงที่ดี เพราะจะทำให้ผู้อ่านไม่สามารถจับใจความเนื้อหาได้อย่างถูกต้องและดูจงใจเขียนเชียร์สินค้าจนเกินไป อ่านแล้วขาดความเป็นธรรมชาติ (กรณีที่เป็นบทความรีวิวสินค้า) ดังนั้น การเขียนบทความที่มีคีย์เวิร์ด ควรวางโครงเรื่องและเทคนิคการเชื่อมคำให้ดีๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เขียนทุกคนไม่ควรละเลย

ทั้งหมดนี้ก็คือ 7 ข้อควรรู้ในการเขียนบทความคุณภาพ ที่เรานำมาฝากผู้อ่านกันในวันนี้ ใครที่จะนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้ก็ไม่ว่ากัน แต่สิ่งสำคัญคือ อย่าลืมหมั่นพัฒนาตนเองและเพิ่มพูนความรู้ใหม่ๆมาอัพเดทอยู่เสมอ เพราะบทความที่สดใหม่และการใช้สำนวนที่ถูกต้อง จะทำให้บทความมีคุณภาพและมีผู้อ่านติดตามมากขึ้น ผู้จ้างก็ประทับใจ แล้วคราวนี้คิวงานของคุณก็ยาวจนน่าตกใจเลยทีเดียว

เคล็ด(ไม่)ลับ เขียนบทความที่ไม่คุ้นเคย 2017

การเขียนบทความไม่ได้จำกัดอยู่ที่บทความทั่วไปเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบทความวิจัย บทความวิชาการ บทความที่ต้องใช้ความสามารถทางภาษา ซึ่งบางครั้งบทความทั่วๆไปอย่างสุขภาพ ความสวยความงาม การดูแลตนเอง ผู้เขียนเชื่อว่าหลายๆคนก็มีความถนัดและมีคลังข้อมูลเป็นของตนเองที่สามารถเขียนออกมาได้เลย แต่ทว่า…บางครั้งก็จะมีบทความบางประเภทที่ไม่ค่อยถนัดหรือไม่ค่อยได้พบเจอบ้าง หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น นักเขียนบทความอย่างเราจะทำอย่างไร ตามผู้เขียนมาดูกันได้เลย

ค้นคว้าจากในหนังสือ

สำหรับบทความบางประเภทโดยเฉพาะด้านวิชาการ ทฤษฎีและปรัชญา บางครั้งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตจะไม่ค่อยละเอียดเท่ากับข้อมูลในหนังสือที่เขียนโดยนักวิชาการ นักเขียนบทความจึงควรค้นคว้าข้อมูลที่อยู่ในหนังสือด้วย เพื่อให้บทความมีความเกี่ยวข้องและมีข้อมูลที่อัพเดททันต่อเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งทุกวันนี้ก็มีห้องสมุดมากมายที่ให้ประชาชนเข้าไปใช้บริการได้ฟรี เช่น ห้องสมุดประจำจังหวัด ห้องสมุดของมหาวิทยาลัย เชื่อเถอะว่าหากไปแล้วคุณจะได้แหล่งข้อมูลที่ยอดเยี่ยมเพิ่มขึ้นอีกเพียบ

หาความรู้เพิ่มเติม  

สิ่งหนึ่งสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักเขียนบทความทุกคนคือ การพัฒนาตนเองและหมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่รับเขียนบทความภาษาอังกฤษ จำเป็นต้องศึกษาถึงการใช้ไวยากรณ์ รากศัพท์ ศัพท์เฉพาะทาง รวมถึงคำแสลงต่างๆเอาไว้ให้ดี เพราะจะช่วยให้งานเขียนของคุณ เมื่ออ่านแล้วดูมีอรรถรส ถูกต้องตามบริบทของเนื้อหา ทำให้บทความมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น เพราะผู้ที่อ่านบทความภาษาอังกฤษ นอกจากจะมีชาวไทยแล้วยังมีชาวต่างชาติซึ่งเป็นเจ้าของภาษาอีกด้วย

อินเทอร์เน็ต ความรู้ที่ไม่สิ้นสุด

เมื่อได้รับหัวข้อที่ไม่คุ้นเคย สิ่งหนึ่งที่ทำได้ง่ายและสะดวกที่สุดคือ การค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต แต่ข้อควรรู้คือ การเลือกใช้ข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ ตัวอย่างเช่น บทความเกี่ยวกับสงคราม สำนักข่าวที่ได้รับความนิยมและมีความน่าเชื่อถือในการนำมาใช้เป็นข้อมูล อาทิ BBC CNN Al Jazeera Russia AFP ฯลฯ ซึ่งแหล่งข่าวต่างประเทศที่ได้กล่าวมา ล้วนได้รับความนิยมในระดับโลกและมีข้อมูลที่อัพเดททันต่อสถานการณ์แบบเรียลไทม์ ทำให้บทความดูสดใหม่และไม่น่าเบื่อสำหรับผู้อ่าน

ฝึกเขียนให้มีความชำนาญ 

แน่นอนว่าไม่มีใครที่ถนัดเขียนบทความได้ทุกประเภท แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถพัฒนาได้คือ การฝึกเขียน ฝึกขัดเกลาบทความของคุณให้ดูน่าอ่าน แถมยังเป็นการเพิ่มประสบการณ์ให้กับตัวคุณเองอีกด้วย ส่วนวิธีการก็สามารถทำได้ง่ายๆคือ ลองนึกถึงหัวข้อที่ตนเองไม่ถนัดแล้วลองนำมาเขียนดู หาข้อมูลจากหลายๆแหล่ง เช่น อินเทอร์เน็ต หนังสือ ประสบการณ์ที่ตนเองได้พบเจอ เป็นต้น แต่อย่าลอกมา แล้วลองนำมาวิเคราะห์แยกแยะข้อมูลออกเป็นส่วนๆ อธิบายตามความคิดเห็นของตนเองก็จะทำให้เรียบเรียงข้อมูลออกมาได้ง่ายขึ้น

ทราบว่ากลุ่มเป้าหมายคือใคร 

การทราบถึงอายุ เพศ กลุ่มเป้าหมายจะทำให้นักเขียนทราบว่าแนวทางและภาษาของเนื้อหาในบทความควรเป็นไปในทิศทางไหน เพราะแต่ละช่วงวัยจะใช้ภาษาที่ไม่เหมือนกัน หากบทความที่เราเขียนมีผู้อ่านเป็นนักธุรกิจและนักวิชาการเยอะก็ควรใช้ภาษาที่เป็นทางการ ดูน่าเชื่อถือ ไม่ใส่ศัพท์วัยรุ่นเข้าไปให้ดูน่าปวดหัว แต่ถ้ากลุ่มเป้าหมายเป็นวัยรุ่นอย่างการเขียนบทความแนวแฟชั่น บันเทิง ก็ควรเขียนให้ดูเป็นกันเอง ในขั้นตอนนี้อาจใช้ศัพท์วัยรุ่นที่เป็นที่นิยมผสมลงไปในบทความด้วยก็ได้

ข้อควรระวัง บางครั้งแม้จะเป็นบทความแนววัยรุ่น แต่ผู้จ้างอาจต้องการเนื้อหาที่ใช้คำศัพท์แบบทางการด้วย ดังนั้น ก่อนรับงานทุกครั้งควรสอบถามก่อนว่าต้องการให้เขียนในแนวทางใด เพราะบางแนวทาง นักเขียนบางท่านก็ไม่ได้มีความถนัดมากนัก โดยเฉพาะการเขียนบทความแบบเล่าเรื่อง แม้จะดูเป็นเรื่องที่ง่าย แต่จริงๆแล้ว บทความแนวนี้ยากที่สุด เพราะผู้เขียนจะต้องทำความเข้าใจกับเรื่องที่จะเขียนมาเป็นอย่างดี

หากทำไม่ได้ก็ไม่ควรรับ  

หากบทความนั้นๆมีความยากเกินกว่าจะเขียนออกมาได้ ก็ควรตอบกลับลูกค้าไปตามตรงจะดีกว่า อย่ารับเขียนมาแบบสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะถ้าทำได้ไม่ดีจะส่งผลให้ตัวนักเขียนต้องเสียเครดิต รวมทั้งลูกค้าท่านนั้นไป ไม่ใช่แค่บทความภาษาไทยเท่านั้น แต่บทความภาษาอังกฤษก็เช่นกัน ไม่ใช่ใครก็ได้ที่สามารถเขียนบทความภาษาอังกฤษออกมาได้อย่างดีเยี่ยม แต่ต้องมีทักษะทางด้านภาษาและความเชี่ยวชาญในเรื่องต่างๆเป็นอย่างดี เพราะคุณต้องเผชิญกับแกรมม่า รากศัพท์ คำแสลงที่จะตามมาอีกมากมาย

ตรวจสอบข้อมูลที่เขียนให้ถูกต้อง                                                                                                                                         

เมื่อเขียนบทความเสร็จเรียบร้อย ขั้นตอนสุดท้ายที่ต้องไม่ลืมคือ การตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นคำศัพท์ เนื้อหา บทสรุป แหล่งข้อมูลที่นำมาใช้ว่ามีความน่าเชื่อและได้อ้างอิงแล้วหรือไม่ เพื่อเป็นการให้เกียรติต่อนักเขียนท่านอื่น แต่ทางที่ดีบทความที่เขียนควรเป็นบทความที่สดใหม่ ไร้การคัดลอก เพราะจะส่งผลดีต่อการจัดอันดับใน Google ของเว็บไซต์ลูกค้าด้วยและยิ่งเป็นการเพิ่มเครดิตที่ดีให้กับนักเขียนไปในตัว ซึ่งจะทำให้มีงานอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย

อย่างไรก็ตาม การเขียนบทความไม่ว่าจะเป็นบทความประเภทใด จะถนัดหรือไม่ถนัดก็ควรทุ่มเททำอย่างเต็มที่ เพราะเมื่อมีลูกค้ามาจ้างนักเขียนแล้ว นั่นหมายความว่าเขาไว้วางใจในฝีมือและชื่อเสียงของคุณว่าจะทำบทความออกมาได้อย่างดี ดังนั้น ก็อย่าลืมขอบคุณความไว้วางใจนี้ผ่านงานเขียนที่มีคุณภาพให้กับลูกค้าและผู้อ่านทุกท่านกันด้วย